7 เคล็ดลับ

7 เคล็ดลับ ผิวขาวแบบธรรมชาติ ปลอดภัยได้ผลจริงวัยไหนก็ต้องการด้วยกันทั้งนั้น

7 เคล็ดลับ ผิวขาวกระจ่างใสเป็นสิ่งที่สาวๆไม่ว่าจะอยู่ในวัยไหนก็ต้องการด้วยกันทั้งนั้น การมีผิวขาวใสดูอ่อนเยาว์นอกจากจะทำให้น่ามองแล้วยังทำให้สาวๆมีความมั่นอกมั่นใจเป็นอย่างมาก

7 เคล็ดลับ ความสวยงามไม่เข้าใครออกใคร หากสาวๆ ท่านใดอยากมีผิวขาวใสแบบธรรมชาติไม่พึ่งสารเคมีที่เป็นอันตรายในบทความนี้จะเป็นทางออกที่ดีของคุณ

7 เคล็ดลับ

1.อย่าลืมทาครีมกันแดดทุกครั้ง

ไม่ว่าจะอยู่ในบ้านหรือออกไปข้างนอกอย่าลืมทาครีมกันแดด เพราะครีมกันแดดจะช่วยปกป้องผิวเราจากรังสีอัลตร้าไวโอเลต รังสีนี้มีทั้งจากดวงอาทิตย์ แสงทั้งจากหลอดไฟและหน้าจอมคอมพิวเตอร์ ดังนั้นสาวๆที่ไม่อยากผิวหมองคล้ำอย่าลืมทาครีมกันแดดเป็นประจำและเลือกให้เหมาะสมกับสภาพผิวด้วย

2.ขัดผิวอาทิตย์ละครั้ง

การขัดผิวจะช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไปช่วยเผยผิวใหม่ที่ดูขาวใสกว่าเดิม แต่การขัดผิวไม่จำเป็นต้องทำบ่อยๆเพราะจะรบกวนผิวหน้ามากเกินไปควรทำอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้งด้วยผักหรือผลไม้ที่มีวิตามินซี เช่น มะขาม มะนาว ขัดอย่างเบามือแล้วล้างออกให้สะอาด

3.อย่าปล่อยให้ผิวแห้ง หรือเหี่ยวย่น

ควรหมั่นดูแลด้วยการทาครีมบำรุงผิวเป็นประจำทั้งก่อนนอนและตอนเช้า ควรเลือกทาครีมที่มีส่วนผสมของอัลฟ่าอาร์บูติน การทาครีมบำรุงนอกจากจะช่วยให้ผิวขาวขึ้นแล้วยังทำให้ผิวดุสุขภาพดีเพราะเราเติมสารอาหารให้เป็นประจำ

4.บำรุงผิวด้วยวิตามินอีตอนก่อนนอน

ที่เลือกวิตามินอีตอนก่อนนอน เพราะวิตามินอีจะไวต่อแสงและเป็นน้ำมัน จึงควรใช้บำรุงผิวในตอนก่อนนอนจะเหมาะที่สุด อีกทั้งวิตามินอียังช่วยลดการเกิดริ้วรอย ลดรอยแผลจากสิง แถมยังทำให้ผิวชุ่มชื่นสวยเด้งขึ้นอีกด้วย

5.นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

การหลับพักผ่อนเป็นเหตุผลหลักๆของผิวสุขภาพดี เพราะตอนที่เราหลับร่างกายจะซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ หากเราหลับไม่เพียงพอนอกจากจะส่งผลต่อด้านสุขภาพร่างกายแล้ว ยังทำให้หน้าหมองคล้ำได้อีกด้วย

6.กินอาหารที่มีประโยชน์

เน้นผักผลไม้หรืออาหารที่มีเส้นใยและวิตามินซีและอีสูง อย่างเช่น มะเขือเทศ เมล็ดองุ่น ส้ม มะนาว เป็นต้น อาหารเหล่านี้จะช่วยให้ผิวสุขภาพดี ขาวสดใสจากภายในสู่ภายนอก แถมยังช่วยในระบบขับถ่ายให้ร่างกายสุขภาพดีขึ้นอีกด้วย

7.ดื่มน้ำสะอาดมากๆ

การดื่มน้ำเป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกายแถมยังส่งผลต่อผิวพรรณอีกด้วย จากการทดลองหลายครั้งพบว่า ผู้ดื่มน้ำสะอาดอย่างต่ำ 8 แก้วต่อวันจะช่วยให้ผิวพรรณผ่องใส สุขภาพดี และดูอ่อนกว่าวัย กว่าคนที่ไม่ค่อยได้ทานน้ำอย่างมาก

พื้นฐานของผิวขาวใสคือการมีผิวที่สุขภาพดี หากผิวขาวแต่ดูซีดๆหรือเหี่ยวย่นคงไม่เป็นที่ต้องการของสาวๆเป็นแน่ ลองนำเคล็ดลับเหล่านี้ไปใช้รับรองว่า สาวๆจะมีผิวขาวใสอย่างเป็นธรรมชาติแบบสุขภาพดี ขนาดไปไหนใครๆก็ทักว่าหน้าเด็กจัง

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

Read more
สูตรดีท็อกซ์ผม

สูตรดีท็อกซ์ผม ให้ผมสวยมีสุขภาพผมที่ดีรักผิว รักหุ่น แล้วอย่าลืมรักผม

สูตรดีท็อกซ์ผม รักผิว รักหุ่น แล้วอย่าลืมรักผม เพราะผมของเราที่ต้องเจอะเจอกับมลภาวะต่างๆ ไม่น้อยไปกว่าส่วนๆอื่นของร่างกาย

สูตรดีท็อกซ์ผม และนอกจากนี้ ยังต้องทนกับความร้อนจากเครื่องไดร์ผม หนีบผม หรือแม้แต่การทำลอนสารพัด เราจึงอยากนำเสนอสูตรดี

สูตรดีท็อกซ์ผม

ท็อกซ์ผมดีๆ ที่สามารถทำเองได้ง่ายๆที่บ้าน เพื่อให้ผมของเรากลับมามีสุขภาพดี อย่างที่ควรจะเป็น

1.ดีท็อกซ์ผมด้วยเบกกิ้งโซดา

ส่งที่ต้องเตรียม 1. เบกกิ้งโซดา 2. น้ำอุ่น

วิธีทำ ล้างผมด้วยน้ำธรรมดา หลังจากนั้นผสมเบกกิ้งโซดากับน้ำอุ่นที่เราเตรียมไว้ชโลมศีรษะและใช้นิ้วนวดวนให้ทั่วประมาณ 2 – 3 นาที ล้างออกด้วยน้ำสะอาด ลงครีมนวดเหมือนขั้นตอนปกติหลังสระผม เสร็จแล้วจึงล้างน้ำออก

ประโยชน์ น้ำอุ่นที่เราใช้เขาจะช่วยเปิดเกล็ดผม ทำให้เบกกิ้งโซดาสามารถเข้าชำระล้างสิ่งสกปรกที่ตกค้างอยู่กับผมได้เป็นอย่างดี ส่วนครีมนวดก็จะเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผม ทำให้ผมไม่แห้งเสีย สำหรับสาวๆผมมันสามารถดีท็อกซ์ผมด้วยวิธีนี้ได้อาทิตย์ละ 2 ครั้ง แต่สำหรับสาวๆ ผมแห้งไม่ควรทำเกินอาทิย์ละ 1 ครั้งนะคะ เพราะเบกกิ้งโซดาอาจจะทำให้ผมแห้งมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมได้ค่ะ

2.ดีท็อกซ์ผมด้วยน้ำผึ้ง

สิ่งที่ต้องเตรียม 1. น้ำผึ้งแท้ 1 ช้อนโต๊ะ 2. น้ำสะอาด ½ ถ้วย

วิธีทำ ล้างผมให้สะอาดด้วยน้ำธรรมดา ผสมน้ำผึ้งกับน้ำที่เตรียมไว้เมื่อเข้ากันเป็นเนื้อเดียวแล้ว ให้นำมาชโลมผมให้ทั่วศีรษะ ทิ้งไว้สักพัก แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น หรือน้ำอุณหภูมิปกติก็ได้ค่ะ

ประโยชน์ น้ำผึ้งจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผมได้อย่างเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ยังช่วยชะล้างสิ่งสกปรกที่ตกค้างจากมลภาวะต่างๆบนผมเราในคราวเดียวกัน ดังนั้นเราจึงสามารถดีท็อกซ์ผมด้วยวิธีการนี้ ได้บ่อยครั้งตามต้องการ ขอเพียงแต่ในขั้นตอนสุดท้ายเน้นล้างทำความสะอาดให้หมดจด เพื่อไม่ให้หลงเหลือความเหนียวตัวของน้ำผึ้งไว้บนผมเรานั่นเองค่ะ

3.ดีท็อกซ์ผมด้วยน้ำส้มสายชู

สิ่งที่ต้องเตรียม 1.น้ำเปล่า 2 ถ้วย 2. แชมพู 3. น้ำส้มสายชู 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ สระผม และนวดผมตามขั้นตอนปกติ และนำน้ำส้มสายชูผสมกับน้ำเปล่าที่เตรียมไว้ จากนั้นเทลงบนศีรษะตั้งแต่โคนจรดปลาย โดยให้เน้นที่กลางผมถึงปลายผมเป็นพิเศษเพื่อบำรุง

ประโยชน์ ตัวน้ำส้มสายชูนี้จะช่วยทำความสะอาดผม และยังเพิ่มความเงางามให้แก่ผมเราได้อีกด้วย สามารถทำดีท็อกซ์ด้วยวิธีนี้ได้ 2 – 3 ครั้ง/สัปดาห์

แม้ผมของเราจะเคยแห้งเสีย ชี้ฟู ก็อย่าเพิ่งท้อใจ เรามาทำดีท็อกซ์ด้วยวิธีง่ายๆไม่ยุ่งยาก แถมประหยัดเงินในกระเป๋าอีกตามวิธีที่เรานำมาแนะนำกันดีกว่า สิ่งที่ต้องใช้ก็หาได้ในครัวเรือน ขอเพียงหมั่นดูแลผมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเป็นการบอกรักผม แล้วผมก็จะรักคุณ

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

Read more
7 สิ่ง

7 สิ่ง ของผู้หญิงที่ดึงดูดสายตาผู้ชาย เห็นกี่ทีก็ชวนมอง จนไม่อาจละสายตา

7 สิ่ง ของผู้หญิงที่ดึงดูดสายตาผู้ชาย มองหาเสน่ห์กันอยู่หรือไม่ ต่อไปนี้ไม่ต้องตั้งใจค้นหาเสน่ห์ของตัวเองขนาดนั้น เชื่อหรือไม่ว่าเสน่ห์ของผู้หญิงมักถูกแสดงออกมาแบบไม่ทันรู้ตัว

7 สิ่ง ของผู้หญิงที่ดึงดูดสายตาผู้ชาย มองหาเสน่ห์กันอยู่หรือไม่ ต่อไปนี้ไม่ต้องตั้งใจค้นหาเสน่ห์ของตัวเองขนาดนั้น เชื่อหรือไม่ว่าเสน่ห์ของผู้หญิงมักถูกแสดงออกมาแบบไม่ทันรู้ตัว ผู้หญิงทุกคนมีเสน่ห์นะ เพียงแต่เราไม่รู้เองมากกว่าว่าสิ่งที่เราแสดงต่อหน้าใครต่อใครมันเรียกว่าเสน่ห์ แต่หนุ่มๆ เขามองออกนะคุณ และเสน่ห์พวกนั้นนั่นไง ที่ทำให้พวกเขาไม่อาจละสายตาไปได้วันนี้เราลองไปดูกันดีกว่าค่ะ ว่าเสน่ห์ของผู้หญิงมีสิ่งไหนที่ดึงดูดผู้ชายได้บ้าง รวมมาให้ดูแล้ววันนี้ถึง 7 สิ่ง ไม่ต้องแต่ง ไม่ต้องเติม มันมีติดตัวทุกคนมาตั้งนานแล้ว อยากรู้ว่าสิ่งไหนในตัวเราบ้าง วันนี้ไปอ่านกันเลยค่ะ

7 สิ่ง

1. รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ

รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะที่เป็นธรรมชาติของสาวๆ มันเป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดสายตาของหนุ่มๆ ได้เสมอ ผู้หญิงบางคนมีรอยยิ้มที่น่าดึงดูด สาวยิ้มสวยถือว่าเป็นสาวที่มีชัยมากๆ เลยนะ เพราะรอยยิ้มของคุณจะสามารถดึงดูดฝ่ายชายได้แบบไม่ต้องออกแรงอะไรมาก และเพราะความเป็นธรรมชาติ มักมาพร้อมความจริงใจ แล้วแบบนี้จะไม่ให้หนุ่มๆ เขาสนใจได้ยังไง อยากมีเสน่ห์ ก็จงยิ้มอย่างมีความสุขเยอะๆ นะคะ

2. สายตา

สายตาที่ว่าไม่ใช่เรื่องการมองเห็นนะจ๊ะ แต่เป็นเรื่องของการมองที่ดูมีเสน่ห์ ดวงตาเป็นหน้าต่างของดวงใจ คำพูดนี้คงไม่ผิดหนัก ไม่ใช่แค่คนสายตาปกติ แต่สาวแว่นก็มีเสน่ห์ในสิ่งนี้ได้ การใช้สายตามองบางอย่าง บางทีคุณอาจจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ว่าสายตาของคุณแสดงอารมณ์แบบไหนออกมา แต่กับผู้ชาย หรือคนรอบข้างที่ได้เห็นเขาจะรู้ว่าสายตาแบบนี้สื่อถึงอะไร และเสน่ห์ของมันก็สามารถดึงดูด และยั่วยวนฝ่ายชายได้แบบไม่ต้องสงสัย เพราะฉะนั้นถ้าอยากมีเสน่ห์ คุณต้องรู้จักส่งสายตาให้เป็น ไม่ใช่แค่มองตาค้าง หรือมองนิ่งๆ ไม่แสดงอารมณ์ มันไม่พอนะจ๊ะ

3. ผมยุ่งๆ

ไม่ใช่ว่าสกปรก ไม่หวีผมแล้วนึกว่ามีเสน่ห์นะคุณ ผมยุ่งๆ ที่ว่าหมายถึง คุณก็สะอาดๆ ปกตินี่แหละ เพียงแต่ปัจจัยบางอย่างที่ก่อทำให้ผมยุ่งๆ เซอร์ๆ อย่างลมแรง หรือเสยผมบ่อยอะไรแบบนี้ ทำไมผมยุ่งถึงมีเสน่ห์เพราะการที่คุณไม่ต้องทำผมเป๊ะๆ ทุกวัน ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติบ้าง ทำให้ผู้ชายไม่รู้สึกกังวลว่าจะทำผมของสาวๆ พังเวลากอด ยิ่งไปกว่านั้นความเป็นธรรมชาตินี่แหละที่ดึงดูดสายตาหนุ่มๆ ได้ดีทีเดียว

4. หน้าสดที่ยังดูสวย

ทำไมหน้าสดของผู้หญิงถึงมีเสน่ห์ สำหรับใครที่หน้าสวยอยู่แล้ว คุณไม่จำเป็นต้องแต่งหน้าหนาเพื่อปกปิด เพราะผู้ชายมากกว่าครึ่งไม่ชอบให้แฟนสาวของตัวเองแต่งหน้าหนาเกินไป เสน่ห์ของหน้าสด คือความเป็นธรรมชาตินั่นเอง และมันเลยเป็นสาเหตุที่ว่า การแต่งหน้าแบบแต่งเหมือนไม่แต่งนั้น ทำไมมันถึงฮอตได้ตลอด ถ้าสาวๆ คนไหนที่ไม่อยากโชว์หน้าสด เราแนะนำแต่งหน้าอ่อนๆ ใสๆ เอาอยู่เหมือนกันนะจ๊ะ

5. หน้าท้องแบนราบ

เรื่องนี้ชัดอยู่แล้ว ผู้ชายชอบอะไรสวยๆ งามๆ และแน่นอนเขามักจะชอบมองสาวๆ ที่โชว์เนื้อหนังบ้างอะไรบ้าง ยิ่งผู้หญิงคนไหนหุ่นสวยๆ เอวเป็นเอว มีหน้าอก มีก้น ยิ่งโดนใจ และสิ่งนึงที่ทำให้คุณดูเซ็กซี่ได้ง่ายๆ แบบไม่โป๊ะ แต่ก็ยังดึงสายตาหนุ่มๆ ได้ นั่นคือ หน้าท้องแบนราบ แค่คุณโชว์เอวนิดๆ หน้าท้องหน่อยๆ ไม่ต้องเปิดข้างบน หรือโชว์ข้างล่าง ความเซ็กซี่แบบง่ายนี้นี่แหละ ที่ผู้ชายชอบมองนัก

6. ท่าเดิน

บุคลิกภาพเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่คุณสามารถมีเพื่อดึงดูดสายตาของหนุ่มๆ ได้นะคะ ไม่ใช่แค่การเดินที่ดูมั่นใจ สง่างาม มีเสน่ห์เท่านั้น แต่การนั่ง ยืน หรือการกินก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่คุณต้องใสใจ การเดินอย่างมั่นใจ ไม่ก้มหน้า หรือเงยหน้ามากไป เดินก้าวไปอย่างมั่นคง ไม่เร็ว ไม่ช้า ทุกย่างก้าวดูดีจนต้องมอง เป็นเสน่ห์ที่น้อยมากที่ผู้หญิงธรรมดาๆ จะมี เพราะฉะนั้นถ้าใครอยากจับสายตาของผู้ชายด้วยการเดิน ฝึกบ่อยๆ เดี๋ยวก็ทำได้

7. ทัศนคติ

ไม่ใช่แค่ภายนอกเท่านั้นที่ผู้ชายให้ความสนใจ และมีเสน่ห์ แต่ความคิดของสาวๆ ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สามารถดึงดูดหนุ่มๆ ได้ สาวคิดบวก เป็นสาวที่หนุ่มๆ ชื่นชอบมากที่สุด เพราะเขาไม่จำเป็นต้องมานั่งเครียด หรือวิตกเมื่อได้อยู่ใกล้กับคนที่คิดดีมีเหตุผล เพราะฉะนั้นจงจำไว้ว่า ความสวยเพียงอย่างเดียวไม่สามารถดึงดูดผู้ชายได้หรอก แต่ต้องมีความคิดที่ดี และมีสมองด้วย ถ้าคุณมีทั้งสองสิ่ง ผู้ชายที่ไหนจะเมินเฉยได้

 

ทุกคนมีครบทั้ง 7 สิ่งเลยไหม ใครมีสิ่งไหนบ้างเอ่ย เสน่ห์ของสาวๆ ที่เราว่าดึงดูดผู้ชายได้มากที่สุดน่าจะเป็นความเป็นธรรมชาตินี่แหละ เพราะสวยแบบธรรมชาติ ยิ่งทำให้หนุ่มๆ เห็นแล้วหลงแบบง่ายมาก คือคุณไม่ต้องปรุงแต่งเพื่อให้ตัวเองดูดีเหนือฟ้า คุณก็สามารถมีเสน่ห์แบบที่หนุ่มๆ เห็นแล้วชอบได้ เพราะฉะนั้นจงเผยเสน่ห์ของคุณออกมาสำหรับ

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

 …

Read more
สิว

สิว แต่ละประเภทแล้วพร้อมสาเหตุและวิธีการรักษาที่เหมาะสม

สิว จะเรื่องที่พบได้บ่อยในผู้คนทุกเพศทุกวัย แต่หลายๆ คนก็ยังมีความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับสิวอยู่ ฉะนั้น ถ้าเรารู้ว่าสิวเกิดขึ้นได้ยังไง ก็จะช่วยให้เราทำการรักษาอย่างได้ผล

สิว จะเรื่องที่พบได้บ่อยในผู้คนทุกเพศทุกวัย แต่หลายๆ คนก็ยังมีความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับสิวอยู่ ฉะนั้น ถ้าเรารู้ว่าสิวเกิดขึ้นได้ยังไง ก็จะช่วยให้เราทำการรักษาอย่างได้ผล และนี่คือรายละเอียดที่คุณควรรู้เอาไว้

สิว

สิวคืออะไร
สิวเป็นโรคผิวหนังที่เกิดการอักเสบเรื้อรัง ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของต่อมเหงื่อ หรือที่เรารู้จักกันในชื่อต่อมรากขนหรือรูขุมขนนั่นแหละ สิวจะทำให้เกิดตุ่มสิว สิวหัวขาว และสิวหัวดำเกิดขึ้นบนผิวหนัง ซึ่งเกิดขึ้นได้ทั้งบริเวณใบหน้า คอ หน้าอก หลัง แขนด้านบน และไหล่ โดยหลักๆ แล้วสิวแบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ

  • สิวที่ไม่อักเสบ: ซึ่งมีทั้งการอุดตันขนาดเล็ก (สิวเม็ดเล็กๆ ที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น) สิวหัวดำ และสิวข้าวสาร สิวประเภทนี้จะไม่เป็นสีแดงหรือรู้สึกเจ็บ ซึ่งอาจดูไม่เหมือนสิวโดยทั่วไป แต่จะมีลักษณะเป็นตุ่มที่ขึ้นเกลื่อนอยู่บนผิว หรือทำให้ผิวดูเป็นตะปุ่มตะป่ำ
  • สิวอักเสบ: สิวลักษณะนี้จะผุดขึ้นมาในหัวทันทีที่เรานึกถึงสิว ซึ่งตุ่มสิวจะมีลักษณะแดงและอักเสบ คนที่เป็นสิวอักเสบมักจะมีตุ่มสิวที่มีเลือดคั่งหรือมีหนอง และอาจตุ่มขนาดใหญ่ที่อยู่ลึกลงไปในผิว อย่างเช่น สิวหัวหนองหรือสิวหัวช้าง
    สิวจะมีระดับความรุนแรงที่แตกต่างกันไป คือตั้งแต่ระดับน้อยๆ ไปจนถึงระดับรุนแรงมากๆ บางครั้งสิวอาจทำให้เกิดอาการผิวหนังบวม แดง และมีอาการระคายเคืองได้ นอกจากนี้ยังอาจมีหนองไหลหรือตกสะเก็ดได้ด้วย

สิวประเภทต่างๆ
การรู้จักสิวประเภทต่างๆ เป็นขั้นตอนแรกที่จะช่วยให้เราหาวิธีการรักษาที่ประสบผลสำเร็จได้ ฉะนั้นลองศึกษาดูนะว่าปัญหาสิวของคุณจัดอยู่ในประเภทของสิวพวกนี้หรือเปล่า

  • สิวหัวขาว: สิวประเภทนี้ก็มีลักษณะตามชื่อเลย คือเป็นสิวเม็ดเล็กๆ ที่มีหัวสีขาว ซึ่งเป็นผลมาจากการที่มีน้ำมันและเซลล์ผิวที่ตายแล้วอุดตันอยู่ในรูขุมขน น้ำมันที่ว่านี้ก็เป็นน้ำมันที่อยู่บนผิวตามธรรมชาตินั่นแหละ ผิวหนังของคนเราต้องการน้ำมันในปริมาณหนึ่งสำหรับทำหน้าที่ปกป้องและบำรุงผิว แต่ปัญหาจะเกิดขึ้นเมื่อมีน้ำมันส่วนเกินและเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว เข้าไปอุดตันอยู่ในรูขุมขน
  • สิวหัวดำ: ถ้าคุณสังเกตเห็นสิวเม็ดเล็กๆ ที่ดูเหมือนเป็นจุดดำๆ ล่ะก็ คุณมีปัญหาสิวหัวดำเข้าให้แล้วล่ะ สิวประเภทนี้ก็เหมือนกับสิวหัวขาวนั่นแหละ แต่สิวหัวขาวจะเป็นสิวหัวปิด ส่วนสิวหัวดำจะเป็นสิวหัวเปิด ซึ่งสีดำๆ ที่เห็นนั้นไม่ใช่สิ่งสกปรก แต่เป็นสิ่งอุดตันที่ทำปฎิกิริยาออกซิเดชั่นกับอากาศ
  • สิวอักเสบ: สิวอักเสบก็หมายถึงสิวหัวขาวที่เกิดการอักเสบขึ้นมานั่นแหละ เวลาที่เชื้อแบคทีเรีย น้ำมัน และเซลล์ผิวที่ตายแล้วจับตัวกันเกิดการอักเสบอยู่ใต้ผิว ซึ่งชื่อของสิวประเภทนี้ก็ได้มาจากอาการบวมแดงนั่นเอง ซึ่งมีตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลางๆ เนื่องจากสิวประเภทนี้มักมีอาการอักเสบและระคายเคือง
  • สิวหัวหนอง: สิวหัวหนองจะมีลักษณะคล้ายๆ กับสิวอักเสบนั่นแหละ แต่จะมีหนองสีขาวๆ หรือเหลืองอยู่ภายในหัวสิวด้วย นอกจากนี้ยังมีขนาดใหญ่กว่าด้วย และอาจรู้สึกเจ็บเมื่อเอามือไปสัมผัส สิวประเภทนี้มักจะยั่วยวนให้ใช้มือบีบมาก แต่ถ้าบีบก็จะทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะมีรอยแผลเป็นได้ ฉะนั้นถ้าใครเป็นสิวชนิดนี้ก็ควรใช้ความอดทนหน่อย คุณควรรอให้หัวหนองหายไปก่อน แล้วจึงค่อยทำการบีบได้
  • สิวหัวช้าง: ถ้าคุณมีสิวเม็ดใหญ่ๆ แดงๆ และอักเสบขึ้นเต็มหน้า และติดอยู่บนใบหน้าเป็นเดือนๆ ไม่ยอมหายล่ะก็ มีความเป็นไปได้ว่าคุณโดนสิวหัวช้างเล่นงานเข้าให้แล้ว ซึ่งสิวชนิดนี้เป็นสิวที่มีระดับความรุนแรงสูงสุด อาการอักเสบที่ว่านี้คือตัวบ่งบอกว่าสิวมีอาการอักเสบในระดับที่ลึกลงไปในผิวมากสิวประเภทอื่นๆ และอาจส่งร้ายต่อผิวอย่างถาวรได้ถ้าไม่ทำการรักษา ถ้ายารักษาสิวโดยทั่วไปไม่สามารถเยียวยาอาการของสิวให้หายไปได้หลังจากใช้สองสามสัปดาห์แล้วล่ะก็ คงถึงเวลาต้องไปให้แพทย์ผิวหนังสั่งยาที่มีความเข้มข้นมากกว่านั้นแล้วล่ะ

ความรุนแรงของสิวประเภทต่างๆ
สิวหัวดำและสิวหัวขาวจะมีความรุนแรงในระดับกลางๆ ซึ่งบางครั้งก็สามารถจัดการให้หายไปด้วยยารักษาสิวที่หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป อย่างเช่น โทนเนอร์ที่มีส่วนผสมของกรดซาลิไซลิคหรือเบนซอยล์ เปอร์ออกไซด์ แต่ถ้าไม่ตอบสนองต่อยารักษาสิวตามร้านขายยาล่ะก็ เราอาจกำจัดสิวอุดตันพวกนั้นออกไปด้วยครีมเรตินอล ซึ่งมีเรตินอลชนิดหนังที่รู้จักกันในชื่ออะแดพาลีน (Adapalene) ที่มีวางขายตามร้านขายยาทั่วไป เป็นยาที่รักษาสิวหัวดำหรือสิวหัวขาวที่ได้ผลดีมาก

สิวอักเสบกับสิวหัวหนองจะมีความรุนแรงมากกว่า ซึ่งอาจตอบสนองกับยารักษาสิวตามร้านขายยาหรือไม่ก็ได้ ถ้ามีการแพร่กระจายในวงกว้าง ก็อาจต้องใช้ยารับประทาน หรือยาทาที่ต้องใช้ใบสั่งยาจากแพทย์ผิวหนัง

สิวหัวช้างเป็นสิวที่มีความรุนแรงมากที่สุด ซึ่งจำเป็นต้องไปให้แพทย์ผิวหนังช่วยหาทางรักษาให้ การแกะหรือบีบสิวหัวช้างอาจทำให้เกิดรอยแผลเป็นได้

การรักษาสิว
ไม่ว่าคุณจะเป็นสิวประเภทไหน มีระดับความรุนแรงขนาดไหน หรืออยู่ในวัยไหน ก็มีวิธีรักษาสิวที่เหมาะกับคุณเสมอ ถึงแม้ว่าเรามักจะคิดว่าเราสามารถขจัดปัญหาสิวด้วยตัวเองได้ โดยใช้ยารักษาสิวที่มีขายตามร้านขายยา แต่จริงๆ แล้ว สิวทุกประเภทควรจะอยู่ภายใจการดูแลของแพทย์ผิวหนังเท่านั้น และทำการรักษาด้วยยาที่ต้องใช้ใบสั่งยาจากแพทย์ด้วย

สิวเป็นปัญหาที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อน แต่เมื่อเราเรียนรู้อะไรเกี่ยวกับสิวมากขึ้นๆ ทุกวัน ปัญหาสิวเกือบจะทุกกรณีก็สามารถรักษาให้หายได้ ซึ่งขั้นตอนแรกก็คือการเดินทางไปพบแพทย์ผิวหนังซะ ซึ่งแพทย์ผิวไม่เพียงแต่สั่งยารักษาที่เหมาะกับคุณเท่านั้นนะ แต่ยังมีคำแนะนำดีๆ มากมาย ที่จะช่วยให้คุณจัดการกับปัญหาสิวได้ ซึ่งบางครั้งก็ต้องใช้เวลาและความอดทนบ้าง แต่เชื่อเถอะ…ไม่ว่าคุณจะเป็นสิวแบบไหนก็รักษาให้หายขาดได้

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

Read more
ใบบัวบก

ใบบัวบก ไม่ต้องช้ำในก็กินได้ มีประโยชน์สุขภาพสารพัดอย่าง

ใบบัวบก พืชพื้นบ้านที่เรามักได้ยินถึงสรรพคุณ “แก้ช้ำใน” ของ “น้ำใบบัวบก” ที่หากินกันได้ยากขึ้นทุกทีในทุกวันนี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า คุณค่าของใบบัวบกจะถูกมองข้ามไป

ใบบัวบก พืชพื้นบ้านที่เรามักได้ยินถึงสรรพคุณ “แก้ช้ำใน” ของ “น้ำใบบัวบก” ที่หากินกันได้ยากขึ้นทุกทีในทุกวันนี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า คุณค่าของใบบัวบกจะถูกมองข้ามไป เพราะวงการแพทย์ในสหรัฐฯ และยุโรปต่างก็กำลังหันมาสนใจพืชสมุนไพรชนิดนี้กันมากขึ้น และทุกวันนี้ หากเราสำรวจดูร้านขายสมุนไพรเพื่อสุขภาพ ก็อาจจะได้เห็นสารสกัดใบบัวบกกลายมาเป็นยาสมุนไพรหรืออาหารเสริม ที่อาจทำให้หลายคนสนใจอยากจะลอง แต่ลองอ่านเรื่องนี้ดูก่อน เพราะใบบัวบกก็เหมือนสมุนไพรชนิดอื่น ที่อาจมีประโยชน์ แต่ก็มีผลข้างเคียงที่ต้องระวังเช่นกัน

ขอแนะนำให้รู้จักกับ “ใบบัวบก”

ใบบัวบก (Gotu Kola หรือ Centella asiatica) เป็นพืชพื้นถิ่นของเอเชีย หลายประเทศในเอเชียรวมทั้งประเทศไทย ต่างก็ใช้ประโยชน์จากใบบัวบกมาตั้งแต่สมัยโบราณ ทั้งประเทศจีน อินโดนีเซีย และอินเดีย (อายุรเวท) โดยเชื่อกันว่าใบบัวบกมีสรรพคุณที่หลากหลาย ทั้งส่งเสริมการทำงานของสมอง เยียวยาผิว และบำรุงตับและไต ซึ่งสรรพคุณเหล่านี้ของใบบัวบก ก็ดูจะได้รับการยืนยันจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์หลายชิ้น

ถึงแม้ส่วนใหญ่จะเป็นการศึกษาวิจัยในหนูทดลอง และยังต้องการงานวิจัยเพื่อพิสูจน์เพิ่มเติม แต่ก็ดูเหมือนว่า ใบบัวบกเป็นพืชสมุนไพรที่ปลอดภัย และน่าสนใจสำหรับการเยียวยาอาการโรคบางอย่าง หากก็มีคำเตือนจากศูนย์การแพทย์ มหาวิทยาลัยแมรี่แลนด์ ในสหรัฐฯ ว่า ไม่ควรกินสมุนไพรชนิดนี้นานกว่าหกสัปดาห์ติดต่อกัน โดยไม่ปรึกษาแพทย์ และผู้ที่มีประวัติโรคตับหรือเคยมีรอยโรคมะเร็งผิวหนังไม่ควรกิน

ประโยชน์ ดีๆ ของ ใบบัวบก

ใบบัวบก

งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ยืนยันถึงประโยชน์สุขภาพหลายอย่างของใบบัวบก โดยเฉพาะในเรื่องเหล่านี้

ช่วยเยียวยาเส้นเลือดขอด
ใบบัวบกมีสารเคมีที่เรียกว่า TTFCA (triterpenic fraction of Centella asiatica)เป็นสารเคมีที่มีประโยชน์ต่ออาการเส้นเลือดขอด เนื่องจากกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสติน เนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่จำเป็นในการสร้างความแข็งแรงของเยื่อบุและผนังเส้นเลือด เส้นเลือดที่แข็งแรงทำให้มีโอกาสเป็นเส้นเลือดขอดน้อยลง

คอลลาเจนและอิลาสตินก็เป็นองค์ประกอบสำคัญของผิวสุขภาพดี ที่มักสูญเสียไปเมื่ออายุมากขึ้น อย่างไรก็ตามประสิทธิภาพของใบบัวบกในการรักษาเส้นเลือดขอด ยังไม่ได้รับการยืนยันโดยการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ใบบัวบกยังอาจช่วยเรื่องภาวะเลือดไปเลี้ยงหลอดเลือดดำไม่เพียงพอ

ด้วยการลดอาการบวมและเพิ่มการไหลเวียนโลหิต ภาวะเลือดไปเลี้ยงหลอดเลือดดำไม่เพียงพอเป็นอาการโรคซึ่งเลือดของคุณไหลเวียนไม่ดี อาจเกิดจากเส้นเลือดขอด และยังมีส่วนในการทำให้เกิดภาพที่ไม่น่าดูของเส้นเลือดเหล่านี้ด้วย

ช่วยในการสมานแผล
สารเคมีที่เรียกว่าไตเตอร์ปิโนอิดส์ (triterpenoids) ในใบบัวบก ดูจะช่วยเร่งการสมานแผลให้หายเร็วขึ้น ด้วยการเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระในบริเวณที่เป็นแผล ทำให้ผิวแข็งแรง และเพิ่มการไหลเวียนโลหิตไปยังบริเวณแผล การศึกษาในปี 2006 ซึ่งเผยแพร่ในวารสาร Journal of Lower Extremity Wounds ได้สำรวจผลกระทบของใบบัวบกที่มีต่อแผลในหนูทดลอง และพบว่าแผลที่รักษาโดยใบบัวบกนั้น หายเร็วกว่าแผลที่ไม่ได้รับการรักษา ถึงแม้จะยังไม่มีการทดลองในมนุษย์ แต่นี่ก็ดูจะยืนยันถึงประโยชน์ของสมุนไพรชนิดนี้ในฐานะของยารักษาแผล

ลดอาการวิตกกังวล
การศึกษาในสัตว์ทดลองเมื่อปี 2016 พบว่า ใบบัวบกส่งผลต่อหนูตัวผู้ที่อดนอนเป็นเวลา 72 ชั่วโมง การนอนไม่พอเป็นสาเหตุของอาการวิตกกังวล เกิดความเสียหายจากการออกซิเดชั่น และเส้นประสาทอักเสบ เมื่อหนูได้รับสารสกัดใบบัวบกติอต่อกันห้าวัน ก่อนถูกทำให้อดนอน จะมีพฤติกรรมที่แสดงถึงอาการวิตกกังวลน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ การศึกษาอีกชิ้นหนึ่งในวารสาร Journal of Clinical Psychopharmacology เมื่อปี 2000 ผู้ป่วยที่กินสารสกัดใบบัวบกมีอาการสะดุ้งตกใจจากเสียงใหม่ที่ได้ยินลดลง เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้กิน

บำรุงสมอง
การศึกษาชิ้นเล็กๆ ชิ้นหนึ่งเมื่อปี 2016 ซึ่งเปรียบเทียบผลของการกินสารสกัดใบบัวบกและกรดโฟลิก ในการเพิ่มการทำงานของกระบวนการเกี่ยวกับการรับรู้ของสมอง หลังจากเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ถึงแม้ผลของสารสกัดใบบัวบกกับกรดโฟลิกจะมีประโยชน์พอๆ กัน ในการปรับปรุงการทำงานของสมองในเรื่องที่เกี่ยวกับการรับรู้

แต่ใบบัวบกดูจะมีประสิทธิภาพมากกว่าในการปรับปรุงการทำงานของส่วนที่เกี่ยวกับความจำ ประสิทธิภาพในด้านนี้และการทำงานของระบบประสาท ทำให้ใบบัวบกมีแนวโน้มในการรักษาโรคอัลไซเมอร์ได้ ในการศึกษาเมื่อปี 2012 ในหนูทดลองพบว่า สารสกัดใบบัวบกส่งผลในแง่บวกต่อพฤติกกรรมผิดปกติในหนูที่เป็นโรคอัลไซเมอร์

สารสกัดใบบัวบกยังแสดงให้เห็นในการศึกษาในแล็บและในหนูทดลองว่า มีผลกระทบปานกลางต่อการปกป้องเซลล์สมองจากสารพิษ ซึ่งนี่อาจจะช่วยปกป้องเซลล์สมองจากคราบพลาคที่สัมพันธ์กับอัลไซเมอร์ได้

เยียวยาข้อต่ออักเสบ
คุณสมบัติต้านอักเสบของใบบัวบก อาจมีประโยชน์ต่อการรักษาโรคข้อต่ออักเสบ เนื่องจากมีงานวิจัยในปี 2014 ที่พบว่าหนูทดลองที่กินใบบัวบก มีการอักเสบที่ข้อต่อลดลง และการสึกกร่อนของกระดูกและกระดูกอ่อนลดลง

เยียวยาผิวแตกลาย
จากการรีวิวงานวิจัยเมื่อปี 2013 ใบบัวบกสามารถลดริ้วรอยของผิวแตกลายได้ เชื่อกันว่าสารไตเตอปิโนอิดส์ในใบบัวบก ที่ช่วยเพิ่มการสร้างคอลลาเจนในร่างกาย ซึ่งอาจช่วยป้องกันไม่ให้เกิดผิวแตกลายได้ รวมไปถึงการเยียวยารอยแตกลายที่มีอยู่ก่อนแล้วด้วย

ผลข้างเคียงของใบบัวบก
การรับประทานใบบัวบกในรูปของสารสกัดที่ขนาด 300มก.เป็นเวลา 21 วันในมนุษย์ ไม่พบผลข้างเคียง แต่ในบางคนพบว่า การใช้ครีมที่มีส่วนผสมของใบบัวบกสกัดอาจทำให้เกิดอาการคันผิว

และหากดื่มใบบัวบกในรูปของชามากเกินไป ก็พบว่าอาจมีอาการคลื่นไส้ ง่วงซึม ปวดศีรษะ หรือความดันเลือดต่ำได้ ผลข้างเคียงของใบบัวบกพบได้ยาก แต่ในกรณีที่เกิดผลข้างเคียงมักปรากฏในรูปของอาการภูมิแพ้ที่ผิวหนัง ปวดศีรษะ ปวดท้อง คลื่นไส้ เวียนศีรษะ และง่วงซึม ซึ่งมักจะเกิดในกรณีที่รับประทานในปริมาณสูงมากๆ

ไม่แนะนำให้เด็กรับประทานใบบัวบก รวมทั้งผู้ใหญ่วัย 65 ปีขึ้นไป ก็ควรรับประทานแต่น้อย ใบบัวบกอาจปลอดภัยสำหรับผู้ที่ตั้งครรภ์ ในกรณีที่ใช้ทาลงบนผิว แต่ไม่ควรรับประทาน เพราะยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดถึงความปลอดภัยในการกินใบบัวบก รวมทั้งยังไม่มีข้อมูลว่าปลอดภัยสำหรับสตรีที่กำลังในนมบุตร เพราะฉะนั้น

ควรหลีกเลี่ยง ผู้ที่เป็นโรคตับ …

Read more
5 สูตรสครับผิวให้นุ่มนวล

5 สูตรสครับผิวให้นุ่มนวล ขาว กระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติ

5 สูตรสครับผิวให้นุ่มนวล การทำให้ผิวดูมีสุขภาพดี ขาวเปล่งปลั่งมีออร่า ทำได้หลายวิธี เริ่มตั้งแต่การกินอาหารที่มีประโยชน์กับผิว

5 สูตรสครับผิวให้นุ่มนวล การทำให้ผิวดูมีสุขภาพดี ขาวเปล่งปลั่งมีออร่า ทำได้หลายวิธี เริ่มตั้งแต่การกินอาหารที่มีประโยชน์กับผิว การทาครีมบำรุงผิวต่างๆ และยังมีอีกวิธีหนึ่งที่สามารถช่วยทำให้ผิวดีขึ้นได้นั่นคือการสครับผิว ช่วยทำให้เผยผิวที่อ่อนเยาว์ได้ไวขึ้น ด้วยการใช้วัสดุจากธรรมชาติปราศจากสารเคมีด้วย 5 สูตรดังนี้

5 สูตรสครับผิวให้นุ่มนวล

1.ผงฟูกับมะขามเปียก

เพียงนำผงฟูกับน้ำมะขามเปียกมาผสมให้เข้ากันจากนั้นนำมาขัดผิว ผงฟูมีเนื้อละเอียดและนุ่มจะช่วยถนอมผิว ขณะขัดจะไม่ทำให้เกิดการระคายเคือง หรือบาดผิวให้เจ็บ ขัดวนให้ทั่ว 15 นาทีแล้วล้างออกให้สะอาด เท่านี้ผิวนุ่มนวลอ่อนเยาว์ก็เป็นของคุณแล้ว

2.ขิงกับน้ำตาลทรายแดงและน้ำมันมะกอก

สูตรนี้ทำได้โดยการนำขิงผง น้ำตาลทรายแดง 2 ถ้วยและน้ำตาลทรายแดง 1 ถ้วย ผสมให้เข้ากัน จากนั้นนำมาขัดเบาๆ เป็นวงกลมให้ทั่วตัว เน้นจุดที่แห้งกร้านเช่นที่ข้อศอก เข่า แล้วล้างออกให้สะอาดตามปกติ

3.กาแฟกับน้ำตาลและกิ่งโรสแมรี่

ใช่ว่าจะให้แค่ความสดชื่นจากการง่วงนอนแค่เพียงอย่างเดียว หากแต่ยังเป็นมิตรที่ดีต่อผิวอีกด้วยเพียงนำ ผงกาแฟ 4 ช้อนโต๊ะ น้ำตาล 4 ช้อนโต๊ะ กิ่งโรสแมรี่สดบดประมาณ 4 ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้ากัน จากนั้น นำมาขัดเบาๆที่ผิว ได้ผลดีมากในบริเวณผิวที่หยาบกร้าน

4.น้ำตาลกับน้ำมันมะพร้าว

สูตรแสนง่ายหาได้ใกล้ตัว ด้วยการนำน้ำตาลครึ่งถ้วยผสมกับน้ำมันมะพร้าว 4 ช้อนโต๊ะหากอยากให้มีกลิ่นหอมสดชื่นด้วยก็เติมน้ำมันหอมระเหยกลิ่นที่ต้องการลงไป 3 หยด คนให้เข้ากันดีก่อนนำไปขัดลงผิว นอกจากผิวจะเนียนนุ่มและชุ่มชื้นด้วยน้ำตาลกับน้ำมันมะพร้าว และยังรู้สึกได้ถึงกลิ่นที่ชื่นชอบช่วยให้เกิดความผ่อนคลายอีกด้วย

5.น้ำผึ้งผสมมะนาวและเกลือ

สูตรกินก็ได้ขัดผิวก็ดีที่มีมาช้านานนี่แหละได้ผลชัดเจนนัก ด้วยการใช้น้ำมะนาว 1 ช้อนชา เกลือป่น น้ำผึ้งอย่างละ 1 ช้อนโต๊ะ และเพื่อให้ผิวได้บำรุงไปในตัวด้วยก็ควรผสมโยเกิร์ตรสธรรมติอีก 1ถ้วย ผสมให้เข้ากันดีแล้วนำมาขัดให้ทั่วตัวและพอกทิ้งๆไว้ 30 นาที เท่านี้ก็มีผิวขาวใส มีออร่า อย่างเป็นธรรมชาติกันแล้ว

หลังการสครัปเร่งผิวที่ตายแล้วให้หลุดออกไปแล้วควรทาด้วยโลชันบำรุงผิวกายให้ชุ่มชื้นและหลีกเลี่ยงแสงแดดหรือทายากันแดดก่อนออกแดดจ้าทุกครั้ง เพื่อเป็นการดูแล ป้องกันและถนอมผิวใหม่ให้มีสุขภาพดี ทุกสูตรทำเพียงสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ก็เพียงพอที่จะทำให้ผิวใส ขาวกระจ่างใส เปล่งออร่าเป็นธรรมชาติอย่างแน่นอน

ขอบคุณแหล่งที่มา      https://www.sanook.com

Read more
นอนไม่หลับ

นอนไม่หลับ กับ 8 วิธีง่ายๆ ที่ช่วยให้หลับสบายขึ้นมารับมือกับอาการนอนไม่หลับ

นอนไม่หลับ หลายคนคงเคยประสบปัญหาเรียน ทำงานเหนื่อยมาทั้งวัน ตกดึกก็อยากจะหลับให้เต็มอิ่มสักหน่อย แต่ไม่รู้ทำไมตอนกลางคืนหนังตากลับตึง ไม่ง่วงหนังตาหย่อนเหมือนตอนเช้าเลยล่ะ

นอนไม่หลับ ขืนเป็นอย่างนี้นานวันเข้าจะเสียการเสียงาน เสียสุขภาพจิตเอานะ ถ้าอยากนอนหลับสบายเหมือนเดิม มารับมือกับอาการนอนไม่หลับกันเถอะ

เมื่อไหร่จึงเรียกว่านอนไม่หลับ ?
เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน ต้องขออธิบายให้รู้ว่าการนอนไม่หลับนั้นไม่ใช่โรค แต่นับเป็นปัญหาการนอนที่ไม่เพียงพอ ทำให้เมื่อตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกไม่สดชื่น โดยอาจส่งผลกระทบต่อหน้าที่ การทำงาน และความสัมพันธ์ต่อผู้อื่นได้ ซึ่งหลายๆ คนก็อาจมีความรู้สึกเมื่อนอนไม่หลับได้หลายรูปแบบ เช่น นอนหลับยาก ต้องใช้เวลานานถึงจะหลับ , นอนหลับไม่สนิท , นอนหลับๆ ตื่นๆ , นอนเร็วกว่าปกติ , ตื่นนอนแล้วไม่สดชื่น เหมือนไม่ได้หลับ เมื่อเกิดอาการนี้มากๆ เข้า หลายคนก็หมกมุ่นอยู่กับอาการของตนจนไม่เป็นอันทำอะไร

ปัญหาการนอนไม่หลับนั้นแบ่งออกได้เป็นหลายแบบ ขึ้นอยู่กับระยะเวลา ดังนี้ ..

– การนอนไม่หลับแบบชั่วคราว
– การนอนไม่หลับแบบเป็นๆ หายๆ
– การนอนไม่หลับแบบเรื้อรัง

การนอนไม่หลับส่งผลกระทบอย่างไร ?

– คุณภาพชีวิตที่ดีลดลง
– อัตราของการขาดงานเพิ่มขึ้น
– ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง
– ความสามารถในการดำเนินชีวิตลดลง
– อาจเกิดประสบอุบัติเหตุได้ง่าย ซึ่งมีรายงานว่า หากขับรถ โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุจะเพิ่มสูงขึ้นถึง 2.5 เท่า
– มีการใช้บริการทางแพทย์สูงขึ้น อันเนื่องมาจากปัญหาด้านสุขภาพ เช่น ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เฉื่อยชา รู้สึกไม่สดชื่น หงุดหงิด ขาดสมาธิ เป็นต้น
– การนอนไม่หลับ ในผู้ที่เคยป่วยเป็นโรคทางจิตเวช มีรายงานพบว่าอาจเสี่ยงต่อการเป็นซ้ำอีก รวมถึงเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายเพิ่มสูงขึ้นในผู้ป่วยที่เป็นโรคซึมเศร้าด้วย

สาเหตุของการนอนไม่หลับ

1. สาเหตุของการนอนไม่หลับที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของจิตใจ (Psychologic Causes of Insomnia) จากการเก็บข้อมูลพบว่าผู้ป่วยที่มีอาการนอนไม่หลับส่วนใหญ่มักเกิดจากอาการที่ส่งผลกระทบต่อเรื่องของจิตใจ อาทิ โรคเครียด โรคซึมเศร้า โดยผู้ป่วยกลุ่มนี้ถึงร้อยละ 70 จะมีอาการนอนไม่กลับเป็นอาการหลักๆ

2. สาเหตุของการนอนไม่หลับที่มีปัจจัยที่เข้าไปกระตุ้นให้เกิดการนอนไม่หลับ (Precipitating Factors of Transient Insomnia) ซึ่งมักจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นชั่วคราว อาทิ

Adjustment Sleep Disorder เป็นภาวะนอนไม่หลับที่เกิดจากสิ่งกระตุ้นที่เพิ่งเกิด เช่น ผลจากความเครียด , การเจ็บป่วย , การผ่าตัด , การสูญเสียของรัก , เรื่องงาน ซึ่งเมื่อใดที่สิ่งกระตุ้นเหล่านี้หาย อาการนอนไม่หลับจะกลับสู่สภาวะปกติ
Jet Lag มักเกิดขึ้นกับผู้ป่วยที่เดินทางบินข้ามเขตเวลา ทำให้ร่างกายต้องเปลี่ยนเวลานอนจนปรับตัวไม่ทัน เป็นเหตุให้นอนหลับยาก
Working Conditions เป็นผลมาจากการที่ต้องเข้างานเป็นกะ ทำให้นาฬิกาชีวิตเสียไป จนทำให้ต้องนอนไม่เป็นเวลา
Medications อาการนอนไม่หลับที่เกิดจากการใช้ยา หรือเครื่องดื่ม เช่น ยาลดน้ำมูก , กาแฟ

3. สาเหตุของการนอนไม่หลับที่เกิดจากโรค (Medical and Physical Conditions) ซึ่งบางโรคก็เป็นเหตุที่ทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ อาทิ

– โรคบางโรคเมื่อขณะเกิดจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการนอนไม่หลับ เช่น โรคหอบหืด , โรคหัวใจวาย , โรคภูมิแพ้ , โรคสมองเสื่อม , โรคพาร์คินสัน , โรคคอพอกเป็นพิษ
– ผลพวงจากการเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมน Progesteron เมื่อฮอร์โมนตัวนี้สูงขึ้นก็จะทำให้ง่วงนอนในช่วงไข่ตก แต่ในช่วงที่ประจำเดือนใกล้มาจะมีฮอร์โมนน้อย อาจทำให้มีอาการนอนไม่หลับ อีกทั้งเมื่อคุณสาวๆ กำลังตั้งครรภ์ในระยะแรกๆ และระยะใกล้คลอดก็จะมีอาการนอนไม่หลับเช่นกัน เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน รวมถึงช่วงแรกของผู้หญิงเมื่อเข้าสู่วัยทอง ก็จะมีอาการนอนไม่หลับเช่นกัน
– การเปลี่ยนเวลานอน Delayed Sleep-Phase Syndrome ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ อาทิ เมื่อถึงเวลานอนแต่ไม่ได้นอน ทำให้ร่างกายไม่สามารถปรับตัวได้ทัน

4. สาเหตุของการนอนไม่หลับที่เป็นปัจจัยเสริม (Perpetuating Factors) มีหลายภาวะที่เสริมส่งให้การนอนไม่หลับเกิดได้ง่ายมากขึ้น

–  Psychophysiological Insomnia เกิดจากการนอนก่อนเวลาทำให้นอนไม่หลับ เรียกว่า Advanced sleep phase Syndrome ทำให้คนๆ นั้นพยายามที่จะต้องนอนให้หลับ กระสับกระส่าย …

Read more
รวมเมคอัพตาสีฟ้า

รวมเมคอัพตาสีฟ้า รีเฟรชลุคให้เปรี้ยวจี๊ด แซ่บเว่อร์แบบไอคอนสายฝอ

รวมเมคอัพตาสีฟ้า เมคอัพช่วยให้ผู้หญิงเราดูดีขึ้นได้จริงๆ แต่ต้องเลือกให้เข้ากับตัวเองและสไตล์ที่แต่งในวันนั้นๆ ด้วยนะคะ เราอัพเดตเทรนด์แต่งหน้าสีพื้น

รวมเมคอัพตาสีฟ้า เมคอัพช่วยให้ผู้หญิงเราดูดีขึ้นได้จริงๆ แต่ต้องเลือกให้เข้ากับตัวเองและสไตล์ที่แต่งในวันนั้นๆ ด้วยนะคะ เราอัพเดตเทรนด์แต่งหน้าสีพื้น มาก็เยอะแล้ว

รวมเมคอัพตาสีฟ้า

แต่งหน้าไปทำงาน แต่งหน้าโทนสีเบาๆ กระทู้นี้เราเลยอยากจัดเต็มด้วยไอเดียแต่งตาสีฟ้าทรงพลังเสริมเสน่ห์ให้สาวๆ ดูเหมือนไอคอนสายฝอ. กันไปเลยค่ะซิส

เมคอัพตาสีฟ้านั้นเหมาะสำหรับงานปาร์ตี้ฉีกกฎให้ดูโดดเด่น หรือออกงานต่างๆ แต่ไม่ใช่ว่าในชีวิตประจำวันเราจะแต่งไม่ได้นะคะ สามารถทำได้ค่ะ เพียงแค่เลือกให้เหมาะสมกับสถานการณ์นะคะ

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

Read more
เลดี้อเมเลีย

เลดี้อเมเลีย วินด์เซอร์ เชื้อพระวงศ์อังกฤษที่สวยที่สุด กับผลงานถ่ายแบบกับ

เลดี้อเมเลีย วินด์เซอร์ หากใครเป็นสาวกราชวงศ์อังกฤษ คงคุ้นหน้าคุ้นตาเธอคนนี้เป็นอย่างดี

เลดี้อเมเลีย วินด์เซอร์ พระญาติใกล้ชิดในสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งอังกฤษ หรือที่รู้จักกันในนาม “Most Beautiful Royal” เชื้อพระวงศ์อังกฤษที่สวยที่สุดอีกด้วย

นอกเหนือจาก “ดัชเชสเคท” และ “ดัสเชสเมแกน” แล้ว ก็มีเลดี้อเมเลีย วัย 23 ปีนี่แหละ ที่ได้พื้นที่สื่อฯ ไม่น้อย โดยเฉพาะในวงการแฟชั่น ด้วยสไตล์การแต่งตัวและไลฟ์สไตล์ในชีวิตจริงที่แตกต่างจากเชื้อพระวงศ์คนอื่นอย่างสิ้นเชิง ดูส่วนตัวของเธอจากอินสตาแกรม @amelwindsor ก็จะเห็นได้ว่าเธอคือเชื้อพระวงศ์ยุคใหม่ ที่ทำตัวติดดินสุดๆ จนได้ใจใครหลายคน

นอกจากนี้ เรามักจะเห็นเลดี้อเมเลียปรากฏตัวพร้อมกับแฟชั่นลุคเก๋ๆ ในงานแฟชั่นโชว์ตามหัวเมืองแฟชั่นต่างๆ และเคยมีผลงานเดินแบบให้กับแบรนด์หรูสัญชาติอิตาเลียนอย่าง Dolce & Gabbana ใน Milan Fashion Week มาแล้ว

ล่าสุด เลดี้อเมเลีย วินด์เซอร์ ยังได้ร่วมงานกับ Illamasqua (อิลลามาสก้า) แบรนด์เมคอัพชื่อดังจากเกาะอังกฤษ ที่ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ. 2008 ในแคมเปญถ่ายแบบสุดพิเศษ ‘The Reign of Rock’ เพื่อโปรโมทเครื่องสำอางใหม่ ลิมิเต็ด เอดิชั่นล่าสุด ที่ประกอบไปด้วยพาเลตต์อายแชโดว์และลิปสติกสีวอร์มโทน ในโอกาสครบรอบ 1 ทศวรรษของแบรนด์อีกด้วย

โดยในแคมเปญนี้ จะได้เห็นภาพพอร์เทรตของเลดี้อเมเลีย ที่ฉีกแนวจากชีวิตประจำวันของเธอไปเลย เพราะเมคอัพแต่ละลุคนั้น เรียกได้ว่าจัดเต็ม จัดจ้าน ตามคอนเซปต์ของ Illamasqua ที่ขอนอกกรอบฉีกทุกกฏเกณฑ์การแต่งหน้านั่นเอง

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

 …

Read more

อัพเดตเทรนด์แต่งหน้า เตรียมพร้อมสำหรับฤดูใบไม้ร่วงนี้ที่ญี่ปุ่น

อัพเดตเทรนด์แต่งหน้า ตอนนี้ที่ประเทศญี่ปุ่นเริ่มจะเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงกันแล้ว แน่นอนว่าเทรนด์เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย รวมถึงเทรนด์การแต่งหน้าก็จะเปลี่ยนตามฤดูกาลด้วยเช่นกัน

อัพเดตเทรนด์แต่งหน้า ตอนนี้ที่ประเทศญี่ปุ่นเริ่มจะเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงกันแล้ว แน่นอนว่าเทรนด์เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย รวมถึงเทรนด์การแต่งหน้าก็จะเปลี่ยนตามฤดูกาลด้วยเช่นกันไปอัพเดตเทรนด์การแต่งหน้าที่จะมาแน่ๆในฤดูใบไม้ร่วงนี้ที่ประเทศญี่ปุ่น แบบแยกเป็นส่วนๆบนใบหน้ากันเลยนะคะ สาวๆคนไหนที่รักการแต่งหน้ารีบตามมาดูกันเลยดีกว่า

อัพเดตเทรนด์แต่งหน้า

เบสเมคอัพ
เทรนด์เบสเมคอัพในช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้จะเปลี่ยนจากการลงเบสเมคอัพให้ฉ่ำสไตล์ดิวอี้เป็นผิวแบบแมตแบบฟุ้งๆ ถึงจะใช้รองพื้นแบบครีมหรือน้ำก็ให้เลือกแบบที่เป็นเนื้อแมต นอกจากนี้หากเพื่อนๆอยากได้ผิวเนียนแบบไร้รูขุมขนแล้วละก็ รองพื้นแบบแป้งฝุ่นถือเป็นไอเท็มที่ขาดไม่ได้เลยละค่ะ

อายเมคอัพ
“สีน้ำตาล” สีฮิตตลอดกาลของฤดูใบไม้ร่วง

เมื่อพูดถึงสีประจำฤดูใบไม้ร่วงแล้วละก็คงหนีไม่พ้นสีน้ำตาลอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสีน้ำตาลอมแดงที่จะมาแน่ๆในฤดูใบไม้ร่วงปีนี้

เลี่ยงอายแชโดว์ประกายมุก

จริงอยู่ว่าการลงอายแชโดว์ประกายมุกบริเวณหัวตาจะช่วยทำให้ดวงตาของเราดูสดใสขึ้นได้ แต่สาวๆหลายคนก็เผลอลงอายแชโดว์ประกายมุกมากเกินไปจนดูไม่พอดี สำหรับฤดูใบไม้ร่วงที่เน้นเมคอัพที่สุขุม แนะนำให้หลีกเลี่ยงหรือลดปริมาณอายแชโดว์แบบประกายมุกให้น้อยที่สุดนะคะ

บอกลาอายไลเนอร์สีดำ

ไม่ว่าจะสาวหมวยหรือสาวตาโต แต่ฤดูใบไม้ร่วงนี้ขอให้บอกลากับอายไลเนอร์สีดำไปก่อนได้เลยค่ะ และให้เปลี่ยนมาเป็นอายไลเนอร์สีเข้มแบบน้ำตาลหรือสีแดงเบอร์กันดีแทน ที่จะช่วยสร้างอารมณ์ของฤดูใบไม้ร่วงได้มากกว่า ถึงจะช่วยทำให้ขอบตาดูชัดเจนขึ้น แต่ก็ไม่ทำให้ดวงตาดูแข็งกระด้างเกินไปแบบอายไลเนอร์สีดำ

สิปสติก
ฤดูใบไม้ร่วงที่ญี่ปุ่นปีนี้ ลิปสติกสีเข้มเป็นไอเท็มที่สาวๆจะขาดไม่ได้เอาเสียเลย เก็บลิปสีหวานของเพื่อนๆไว้ชั่วคราว แล้วหยิบลิปสีเข้มมาใช้ นอกจากนี้ให้เก็บลิปกลอสต่างๆไว้ก่อนด้วย เพราะเทรนด์ของฤดูใบไม้ร่วงนี้เน้นความแมตและติดแนบแน่นกับริมฝีปาก เลือกสีแดงอมน้ำตาล หรือน้ำตาลเข้มดูนะคะ ถือเป็นสีที่มาแรงมากๆในซีซั่นนี้เลย

สิปสติก
ฤดูใบไม้ร่วงที่ญี่ปุ่นปีนี้ ลิปสติกสีเข้มเป็นไอเท็มที่สาวๆจะขาดไม่ได้เอาเสียเลย เก็บลิปสีหวานของเพื่อนๆไว้ชั่วคราว แล้วหยิบลิปสีเข้มมาใช้ นอกจากนี้ให้เก็บลิปกลอสต่างๆไว้ก่อนด้วย เพราะเทรนด์ของฤดูใบไม้ร่วงนี้เน้นความแมตและติดแนบแน่นกับริมฝีปาก เลือกสีแดงอมน้ำตาล หรือน้ำตาลเข้มดูนะคะ ถือเป็นสีที่มาแรงมากๆในซีซั่นนี้เลย

เป็นไงบ้างคะสำหรับเทรนด์การแต่งหน้าประจำฤดูใบไม้ร่วงที่กำลังจะมาถึงนี้ที่ญี่ปุ่น เอามาฝากกันครบทุกส่วนบนใบหน้ากันแบบนี้แล้ว สาวๆคนไหนที่รักการแต่งหน้าคงไม่พลาดที่จะอัพเดตตามกันใช่ไหมละคะ

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://anngle.org

Read more