เตือนภัยขาช้อป ! อดีตดาราสาว แฉคลิปแก๊งโจรทำเนียนเลือกเสื้อ

เตือนภัยขาช้อป น.ส.ไรวินทร์ ออง หรือ เอมี่ สาวสวยลูกครึ่งไทย-สิงคโปร์ แอร์โฮสเตสสายการบินชื่อดัง และเป็นอดีตนักแสดงละครช่อง 3

เตือนภัยขาช้อป (8 มกราคม 2562) น.ส.ไรวินทร์ ออง หรือ เอมี่ สาวสวยลูกครึ่งไทย-สิงคโปร์ แอร์โฮสเตสสายการบินชื่อดัง และเป็นอดีตนักแสดงละครช่อง 3 ได้โพสต์เรื่องราวผ่านเฟซบุ๊ก Amy Raiwin Pisitkulpakdee เป็นภาพและคลิปวงจรปิดขณะโดนโจรฉกมือถือกลางห้างดังย่านรังสิต

ซึ่งจากในคลิปโจรแก๊งนี้ทำงานกันเป็นทีม มีผู้หญิงรูปร่างอวบ 2 คน โดยคนหนึ่งสวมเสื้อสีน้ำเงิน สะพายเป้สีฟ้า อีกคนสวมเสื้อสีเทา และชายอีก 1 คน สวมเสื้อสีขาว ภาพจากในคลิป โจรหญิง 2 คน

ได้ล้วงกระเป๋าเหยื่อผู้หญิงมา 3 คน แต่ไม่ทราบว่าได้ทรัพย์สินไปหรือไม่ ก่อนที่จะตีเนียนเอาเสื้อตัวหนึ่งไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์ แล้วเดินมาล้วงมือถือของเอมี่

เตือนภัยขาช้อป
ทั้งนี้ น้องเอมี่ ตั้งข้อสงสัยว่า ดูจากพฤติกรรมแล้วน่าจะเป็นโจรมืออาชีพ ก่อเหตุเป็นประจำ เนื่องจากดูชำนาญ และคอยมองกล้องวงจรปิดอยู่ตลอด พร้อมระบุว่า ถ้าใครที่เคยโดน มีเพื่อน หรือญาติโดนแบบนี้

ให้มาชี้ตัวคนร้ายได้ อยากให้คลิปนี้เป็นการเตือนภัย ให้ระวังทรัพย์สินของตนเอง ตนก็จะนำคลิปเป็นหลักฐานไปแจ้งความ ยังไม่รู้ว่าตำรวจจะช่วยได้มากน้อยแค่ไหน แต่วงจรปิดจับใบหน้าได้ชัดเจนขนาดนี้

ถ้าคนร้ายลงมืออีกก็ควรจะจับตัวให้ได้ เพื่อไม่ให้มีคนตกเป็นเหยื่อซ้ำ

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

Read more
ฆ่ารัดคอ

ตำรวจจับหนุ่มคนสนิท ฆ่ารัดคอ อดีตสจ๊วต สายการบินดัง ตายคาคอนโด

ตำรวจรวบหนุ่มคนสนิท ตามหมายจับ ฆ่ารัดคอนักธุรกิจอดีตสจ๊วต สายการบินดัง

ตายคาคอนโดฯ ย่านหลักสี่ พบเคยเป็นข่าวดังเมื่อปี 55 หอบสินสอดแต่งหนุ่มอุดรฯ …เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 7 ม.ค. มีรายงานว่า พ.ต.ท.รังสรรค์ สอนสิงห์ รอง ผกก.(สอบสวน) สน.ดอนเมือง รรท.ผกก.สน.ดอนเมือง ได้เรียกประชุมฝ่ายสืบสวน สน.ดอนเมือง ฝ่ายสืบสวนกก.สส.บก.น.2 และชุดคลี่คลายคดีฆาตกรรม อดีตสจ๊วต การบินไทย ถูกฆ่ารัดคอ หมกห้องพักย่านหลักสี่ ก่อนกวาดทรัพย์สิน พร้อมรถยนต์หนี เหตุเกิดในพื้นที่ สน.ดอนเมือง เมื่อเวลา 14.40 น. วันที่ 5 ม.ค. ที่ผ่านมา

ฆ่ารัดคอ

 

สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 4 ม.ค. เวลาประมาณ 16.50 น. นางปาริชาติ ปัญญายงค์ น้องสาว นายปรัชญา อำนรรฆมณี อายุ 58 ปี อดีตสจ๊วต สายการบินชื่อดัง เข้าพบพนักงานสอบสวน สน.ดอนเมือง เพื่อแจ้งความลงบันทึกประจำวันหลังติดต่อนายปรัชญาไม่ได้มาหลายวัน และเกรงว่าจะได้รับอันตราย

ต่อมาวันที่ 5 ม.ค. เวลาประมาณ 14.30 น. ญาติได้ประสานตำรวจสายตรวจ สน.ดอนเมือง ร่วมตรวจสอบภายในห้องพักเลขที่ 1/34 ชั้น 8 คอนโดฯ แห่งหนึ่งย่านหลักสี่ ซึ่งเป็นที่พักของ นายปรัชญา กระทั่งพบศพนายปรัญชา ถูกฆ่าตายภายในห้องนอน สภาพศพสวมเสื้อยืดสีขาว สวมกางเกงในสีแดง ศีรษะทิ้งลงไปข้างที่นอน ลำตัวพาดบนที่นอน ร่างกายเริ่มขึ้นอืด ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั่วห้อง ที่ลำคอยังพบสายไฟปลั๊กพ่วงพันอยู่รอบคอ คาดเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 วัน

จากนั้นพล.ต.ต.เอกชัย บุญวิสุทธิ์ ผบก.น.2 พร้อมพ.ต.อ.คณบดี เลิศอมรศักดิ์ ผกก.กก.สส.บก.น.2 พ.ต.ท.รังสรรค์ สอนสิงห์ รอง ผกก.( สอบสวน) สน.ดอนเมือง รรท.ผกก.สน.ดอนเมือง แพทย์ รพ.ภูมิพล กองพิสูจน์หลักฐานและเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู ร่วมตรวจสอบที่เกิดเหตุ

จากการตรวจสอบภายในห้อง ไม่พบร่องรอยการต่อสู้ แต่พบเข็มฉีดยา อุปกรณ์การเสพยาเสพติดจำนวนหนึ่ง และ ถุงยางใช้แล้วจำนวน 1 ชิ้น วางอยู่บนโต๊ะในห้องนอน เจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน

รายงานข่าวยังระบุอีกว่า จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดของทางคอนโดฯ พบว่าเมื่อวันที่ 1 ม.ค. นายปรัชญา ผู้ตาย ได้เดินทางเข้ามาพร้อมกับชายหน้าตาดีอีกคน ในเวลาประมาณ 20.50 น. ก่อนทั้งคู่จะออกไปและกลับเข้ามาอีกครั้ง โดยนายปรัชญาเดินนำหน้า และชายหน้าตาดีเดินตามหลัง โดยในมือถือถุงอาหารมาด้วย

กระทั่งเวลาประมาณ 07.30 น. ของวันที่ 2 ม.ค. กล้องวงจรปิดหน้าตึกจับภาพชายที่มากับผู้ตายได้ขณะกำลังเดินออกจากอาคารเพียงลำพัง โดยในมือถือกระเป๋าเดินทางสีดำออกมาด้วย ก่อนจะขับ รถยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่น HRV สีดำ หมายเลขทะเบียน 5 กญ 8068 กรุงเทพมหานคร ของผู้ตายออกจากคอนโดฯ ไป

ญาติผู้ตายระบุว่า พี่ชายเป็น อดีตสจ๊วต สายการบินดัง ซึ่งออกมาประมาณ 2 ปี ปัจุบันไม่ได้ทำงาน และเป็นคนที่มีรสนิยมชอบเพศเดียวกัน โดยพบกับพี่ชายครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 28 ธ.ค. ก่อนจะออกจากบ้านพักย่านลำลูกกาไป ซึ่งทางญาติคาดว่าน่าจะมาพักที่คอนโดฯ แห่งนี้ จึงไม่ได้สงสัยอะไรเนื่องจากตอนทำงานอยู่ก็จะมาพักที่คอนโดฯ อยู่เป็นประจำ

จนวันที่ 3 ม.ค. ได้มีข้อความไลน์จากโทรศัพท์พี่ชาย ส่งมาขอเงินกับแม่จำนวน 30,000 บาท โดยอ้างว่าอยู่พัทยา กระเป๋าสตางค์หาย ไม่มีเงินติดตัว โดยให้โอนเข้าบัญชี ซึ่งทางญาติตั้งข้อสงสัยว่าปกติพี่ชาย จะไม่เคยใช้คำพูดเรียกตัวเองกับแม่ว่าลูก จะใช้แทนตัวเองว่าโจ้มาโดยตลอด ทำให้ทุกคนเกิดความสงสัย จึงไม่ได้โอนเงินจำนวนดังกล่าวไปให้

ทั้งนี้ ยังทราบอีกว่ามีข้อความจากเครื่องพี่ชายส่งไปยังเพื่อนๆ ในกลุ่มไลน์ของพี่ชาย เพื่อขอยืมเงิน และส่งภาพโบสถ์ที่กำลังก่อสร้างไปให้ โดยอ้างว่ากำลังจะทำบุญครั้งใหญ่ โดยการสร้างโบสถ์ ใครจะร่วมทำบุญให้โอนเข้าบัญชี นายอธิพันธ์ พิมพ์เรือง อีกหลายคน ทางญาติจึงตัดสินใจเข้าแจ้งความในวันที่ 4 …

Read more
เปิดปมฆ่ายกครัว

เปิดปมฆ่ายกครัว 7 ศพ มือปืนคับแค้นใจ “แม่ยาย” นินทากลางวงญาติ

เปิดปมฆ่ายกครัว 7 ศพ จากกรณี นายสุชีพ อายุ 41 ปี เมาจ่อยิงแม่ยาย ญาติภรรยา กับลูกชายหญิงของตัวเอง ขณะนั่งสังสรรค์เคาท์ดาวน์ปีใหม่ตายยกครัว 6 ศพ

เปิดปมฆ่ายกครัว 7 ศพ ขณะนั่งสังสรรค์เคาท์ดาวน์ปีใหม่ตายยกครัว 6 ศพ แล้วจ่อขมับตัวเองตายตามเป็นศพที่ 7 เหตุเกิดเวลาประมาณเที่ยงคืนเศษของวันที่ 1 ม.ค. ที่ผ่านมา

เมื่อเวลา 11.00 น. ที่วัดปะติมะ บ้านท่าตีน ม.7 ต.พะโต๊ะ อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร นายทินกร ผู้รอดชีวิต พร้อมญาติๆ ได้นำศพของ นางงุด น.ส.รัชพร น.ส.ผกามาศ ด.ช.กษิเดช และ ด.ญ.ชนัญธิดา ที่ถูกนายสุชีพ ใช้อาวุธปืนจ่อยิงเมื่อกลางดึกที่ผ่านมา นำมาบรรจุลงหีบศพเพื่อบำเพ็ญกุศลตามพิธีทางศาสนา ท่ามกลางความโศกเศร้าของบรรดาญาติและเพื่อนบ้าน ที่ยังรับไม่ได้กับเหตุการณ์ในครั้งนี้

เปิดปมฆ่ายกครัว

ในขณะเดียวกัน ศพของนายวิจิตร พี่เขยของนายทินกร ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ ทางนางสมจิต อายุ 63 ปี พร้อมญาติ ได้เดินทางมารับศพเพื่อนำไปทำพิธีทางศาสนา ณ วัดน้ำผุด ม.7 ต.วังใหม่ อ.เมือง จ.ชุมพร

ส่วนศพนายสุชีพ ซึ่งเป็นผู้ก่อเหตุสะเทือนขวัญในครั้งนี้ ยังคงถูกเก็บไว้ที่โลงเย็นของ รพ.พะโต๊ะ เพื่อรอทางญาติจากจังหวัดนครศรีธรรมราช มารับไปทำพิธีทางศาสนา

ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากนางสมจิต และญาติของนายวิจิตร ผู้เสียชีวิต 1 ใน 7 ว่า ที่ผ่านมาตนเอง รู้จักกับนายชูชีพเพียงผิวเผิน ไม่สนิทมาก แต่ทั้งนี้ก็พอจะสังเกตว่านายสุชีพ คนก่อเหตุ เป็นคนนิสัยดี สุภาพ เป็นคนอ่อนน้อม เพราะเห็นจากการช่วยงานศพญาติด้วยกัน นายสุชีพจะไม่ดูดาย ยกมือไหว้ทุกคนในลักษณะให้เกียรติคน แต่ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะมาก่อเหตุได้ถึงขนาดนี้ ฆ่าได้กระทั่งลูกของตนเองที่ยังเด็กๆ ที่ไม่รู้เรื่องอะไร

นางสมจิต ยังกล่าวว่า การก่อเหตุของนายสุชีพในครั้งนี้ ตนเองก็ได้รับทราบมาจากญาติด้วยกันว่า ก่อนหน้านั้น นายสุชีพ ได้ถูกนางงุด ซึ่งเป็นแม่ยาย ได้ต่อว่าต่อหน้านายวิจิตรและนายทินกร ที่กำลังนั่งฉลองต้อนรับปีใหม่อยู่หน้าบ้าน คาดทำให้นายสุชีพ อายและคับแค้นใจ จึงขับรถยนต์ออกจากบ้านไปนั่งดื่มเบียร์คนเดียวถึง 4 ขวด จนเมาได้ที่ จึงขับรถกลับมาแล้วก่อเหตุดังกล่าว

สำหรับ นายสุชีพ อดีตเคยถูกจับคดียักยอกทรัพย์ในตัวเมืองชุมพร และเพิ่งพ้นโทษคดีพยายามฆ่าเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ จ.นครศรีธรรมราช นอกจากนั้นยังมีประวัติพัวพันเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และเพิ่งจะพ้นโทษออกมาเมื่อวันที่ 20 พ.ย.60

ผู้สื่อข่าวได้ถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่าหลังจากที่นายสุชีพ หลังจากที่ถูกจองจำและพ้นคดีมา ทำให้ทางครอบครัวของเมียรังเกียจ ซึ่งทางญาติของนายวิจิตร บอกเพียงว่าก็น่าจะเป็นไปได้ อาจจะถูกกดดัน จึงเกิดความเครียด และมาถูกต่อว่า จนบันดาลโทสะ แต่ก็ไม่ยืนยัน

ซึ่งสอดคล้องกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สรุปเบื้องต้น สันนิษฐานว่าเกิดจากความขัดแย้งภายในครอบครัว โดยขณะเกิดเหตุเมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 61 ทางครอบครัวของนางงุด ได้กินเลี้ยงปีใหม่ กันที่บริเวณโต๊ะหน้าบ้าน และได้มีการพูดนินทานายสุชีพ และนายสุชีพมาได้ยินและเกิดความไม่พอใจได้เดินออกจากบ้านไป และกลับมาอีกครั้งเมื่อประมาณ 00.10 น. ของวันที่ 1 ม.ค. 62 คาดว่าไปดื่มสุรามาเพราะถือขวดเบียร์กลับมาด้วยเมื่อมาถึงได้พูดด่าบุคคลในครอบครัวของนางงุด นายทินกร จึงได้ต่อว่าและบอกว่ามีอะไรมาเคลียร์กัน นายสุชีพจึงได้พูดว่าเอาแบบนี้ พร้อมทั้งชักอาวุธปืนออกมาจากเอวแล้วยิงกลุ่มผู้ตาย จากนั้นเข้าไปยิงคนอื่นและลูกทั้งสองดังกล่าว

ขอบคุณแหล่งที่มา      https://www.sanook.com

Read more
มือปืนดั้นด้นขึ้นภูเขา

มือปืนดั้นด้นขึ้นภูเขา ตามสังหารโหดอดีตนักโทษดับคาสวน มุ่งปมฆ่าล้างแค้น

มือปืนดั้นด้นขึ้นภูเขา คนร้ายลอบยิงหนุ่มชาวสวน ดับคาขนำสวนทุเรียนบนเนินเขา หลังเพิ่งพ้นโทษได้ 2 ปี หนีหมายจับคดีอาวุธปืน ตำรวจคาดเป็นฝีมือคนใกล้ตัว มุ่งปมฆ่าล้างแค้น

มือปืนดั้นด้นขึ้นภูเขา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร.ต.อ.นนทชัย นพรัตน์ รอง สว.(สอบสวน) ได้รับแจ้งว่ามีเหตุพบศพคนถูกยิงเสียชีวิตในขนำไม่มีเลขที่ บนภูเขากงหงส์ บ้านเขาใหญ่ หมู่ 5 ต.เขาน้อย อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช หลังรับแจ้งจึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ นำโดย พ.ต.อ.โชคดี

รักษ์วัฒนพงษ์ ผกก.,พ.ต.ท.สุชาติ มีชัย รอง ผกก.สส.,พ.ต.ท.วิชัย ม่วงสวย รอง ผกก.ป.,พ.ต.ท.หญิงวีระญา คนบริรักษ์ สว.หน.งานสอบสวน,พ.ต.ต.ประมูล คงชู สวป.,ร.ต.อ.ธีร์ภัทร์ชัย นองทรัพย์ สว.สส.,แพทย์เวร รพ.สิชล,จนท.พฐ.และจนท.ที่เกี่ยวข้องร่วมกันเดินทางไปยังที่เกิดเหตุ

โดยที่เกิดเหตุอยู่ในสวนทุเรียนบนภูเขาสูงลาดชัน เจ้าหน้าที่ต้องใช้รถโฟร์วิลในการเดินทางและเดินเท้าต่อเข้าไปใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง เมื่อไปถึงพบศพ นายทวีศักดิ์ อายุ 30 ปี นอนเสียชีวิต ภายในขนำ สภาพไม่สวมเสื้อ มีร่องรอยบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนลูกซองยาวเข้าลำตัวหลายนัด คาดเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 12 ชม.

มือปืนดั้นด้นขึ้นภูเขา

จากการสอบถาม นายสุชล อ่องผู้ดี น้าชายของผู้ตาย เผยว่า ผู้ตายมีอาชีพทำสวน ก่อนวันเกิดเหตุเมื่อวันที่ 28 ธ.ค.ที่ผ่านมา นายทวีศักดิ์ ได้ขึ้นมาบนภูเขาเพื่อปลูกทุเรียนแต่หายตัวไปไม่กลับบ้าน กระทั่งญาติตามมาดูที่สวนทุเรียนพบกลายเป็นศพถูกยิงเสียชีวิตภายในขนำบนภูเขา

ด้าน พ.ต.อ.โชคดี รักษ์วัฒนพงษ์ ผกก.สภ.สิชล เผยว่า จากประวัติของนายทวีศักดิ์ ผู้ตาย เคยต้องหาในคดีฆ่าน้าชายของตนเองและเพิ่งพ้นโทษมาได้ประมาณ 2 ปี ต่อมาได้ถูกตำรวจ สภ.สิชล จับกุมในคดีอาวุธปืนและได้ประกันตัวในชั้นพนักงานอัยการ ขณะนี้อยู่ระหว่างหลบหนีหมายจับ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สิชล กำ

ลังติดตามตัวเพื่อส่งพนักงานอัยการดำเนินคดี แต่มาถูกยิงตายเสียก่อน คาดว่าคนร้ายน่าจะเป็นคนรู้จัก และรู้ว่าผู้ตายหลบหนีไปนอนในขนำที่สวนทุเรียนบนภูเขา จึงตามมาลอบยิงขณะผู้ตายกำลังนอนหลับ

ส่วนสาเหตุตำรวจยังไม่ทราแน่ชัด เบื้องต้นสันนิษฐานว่า คนร้ายต้องการล้างแค้น ขณะนี้ตำรวจได้เร่งทำการสืบสวนสอบสวนเพื่อคลี่คลายคดีติดและตามจับกุมตัวคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

Read more
โจรแสบย่องเบา

โจรแสบย่องเบา งัดหน้าต่างขโมยสร้อยทอง “ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน”

โจรแสบย่องเบา งัดหน้าต่างขโมยสร้อยทอง “ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน” ตำรวจคาดเป็นคนละแวกใกล้เคียง

โจรแสบย่องเบา พนักงานสอบสวนเวร สภ.เมืองกาฬสินธุ์ ได้รับแจ้งว่าเกิดเหตุคนร้ายงัดบ้านขโมยสร้อยคอทองคำ ที่บ้านเลขที่ 161 หมู่ 5 ต.ห้วยโพธิ์ อ.เมือง ซึ่งเป็นบ้านของนายสมศักดิ์ ศรีกุล ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน จึงเข้าทำการตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองกาฬสินธุ์

โจรแสบย่องเบา

ในที่เกิดเหตุบริเวณหน้าต่างกระจกบานเลื่อนห้องนอนพบร่องรอยการงัด จากการตรวจสอบภายในห้องนอนพบร่องรอยการรื้อค้นข้าวของกระจัดกระจาย ซึ่งพบว่าสร้อยคอทองคำน้ำหนัก 2 บาท พร้อมพระเลี่ยมทอง ถูกคนร้ายขโมยหายไป

จากการสอบถามนายสมศักดิ์ ทราบว่า ก่อนเกิดเหตุตนกับคนในครอบครัวได้พากันออกไปทำธุระตั้งแต่ช่วงบ่ายจนถึงช่วงค่ำตนได้เดินทางกลับมาก็พบว่าบริเวณห้องนอนมีการเปิดประตูทิ้งไว้

จึงรีบเข้าไปดูก็พบว่าคนร้ายได้เข้ามารื้อค้นข้าวของภายในห้องนอน และขโมยสร้อยคอทองคำและพระเลี่ยมทองหายไป จากการตรวจสอบพบว่าตรงหน้าต่างห้องนอนมีร่องรอยการงัด

ซึ่งคาดว่าคนร้ายจะอาศัยช่วงคนไม่อยู่บ้านเข้ามาขโมยสร้อยคอดังกล่าว โดยเจ้าหน้าที่คาดว่าคนร้ายจะเป็นคนในละแวกนี้ ซึ่งจะเร่งติดตามตัวคนร้ายมาโดยเร็ว

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

Read more
บุกจับหนุ่มวัย

บุกจับหนุ่มวัย 18 ขับรถติดไซเรน ซุกเครื่องแบบตำรวจทหาร ระเบิด-อาวุธเต็มรถ

บุกจับหนุ่มวัย 18 ขับรถติดไซเรน ติดสติกเกอร์หน่วยรบ จอดซื้อเครื่องหมายราชการหน้าค่ายทหาร พบชุดกองปราบและหน่วยจู่โจม ระเบิดปลอม กุญแจมือ วิทยุสื่อสาร หมวกไบเล่ เต็มรถ

บุกจับหนุ่มวัย 18 ขับรถติดไซเรนผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.00 น. พ.ท.ทินกร วงษ์ศรี ผู้บังคับกองร้อยรักษาความสงบเรียบร้อย จ.ลำปาง ที่ 1 มณฑลทหารบกที่ 32 ลำปาง ร.ต.อ.ธานี ตันจันทร์กูล รองสารวัตรป้องกันและปราบปราม สภ.เมืองลำปาง พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตำรวจ สภ.เมืองลำปาง และทหารค่ายสุรศักดิ์มนตรีลำปาง

ทั้งในและนอกเครื่องแบบกว่า 10 นาย เดินทางไปที่บริเวณถนนพหลโยธิน บริเวณร้านจำหน่ายเครื่องแบบทหาร หน้าค่ายสุรศักดิ์มนตรี อ.เมือง จ.ลำปาง

บุกจับหนุ่มวัย

หลังรับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ทหารว่า พบชายวัยรุ่นกำลังเดินเข้าไปซื้อสัญลักษณ์และเครื่องแบบของข้าราชการทหาร บริเวณร้านจำหน่ายชุดเครื่องแบบข้าราชการทหาร เมื่อเดินทางไปถึงที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พบกับ นาย ฉันทัช อายุ 18 ปี กำลังเดินออกมาจากร้านจำหน่ายเครื่องแบบดังกล่าว จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ

และทหารเข้าไปตรวจสอบ พบกับ นายฉันทัช กำลังเปิดประตูรถเข้าไปในรถเก๋งฮอนด้า ซิตี้ สีบรอนซ์ทอง หมายเลขทะเบียน กข 9639 ลำปาง ด้านบนหลังคารถ ยังพบไซเรนเป็นไฟราว เจ้าหน้าที่จึงตรวจสอบภายในรถ บริเวณเบาะด้านหลัง พบเครื่องแบบเป็นเสื้อแจ็คเก็ตของกองปราบปรามและเสื้อหน่วยจู่โจมพิเศษอีกหลายตัว หมวกไบเล่ของทหาร ตำรวจ และเครื่องหมายอีกหลายรายการ และยังพบวิทยุสื่อสาร กุญแจมือ ระเบิดพลาสติกปลอม อาวุธมีด

จากการสอบถาม นายฉันทัช ยอมรับสารภาพว่า เครื่องหมายและเครื่องแบบราชการต่างๆ ได้สั่งให้ร้านตัดเย็บให้ ส่วนหมวกไบเล่ ทหารและตำรวจก็ได้ซื้อมาจากร้านจำหน่ายเครื่องแบบทั่วไป

อย่างไรก็ตาม ตำรวจได้ควบคุมตัว นายสันทัด ไปสอบปากคำที่สถานีตำรวจภูธรเมืองลำปาง และจะได้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง และจะได้ตรวจสอบประวัติอาชญากรรมของ นายฉันทัช ว่าเคยไปก่อเหตุอาชญากรรมที่ใดมาหรือไม่

เบื้องต้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหา ติดตั้งสัญญานไฟกะพริบ หรือไฟไซเรนโดยไม่ได้รับอนุญาต พกพาวิทยุสื่อสารของทางราชการโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองลำปาง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ขอบคุณแหล่มที่มา     https://www.sanook.com

Read more

ตร.ไทยซ้อนแผน ให้พ่อแม่ลวงลูกเขยโหดฆ่าเมียหวังเงินประกัน

ตร.ไทยซ้อนแผน พ่อแม่นักท่องเที่ยวสาวจีนที่ถูกสามีลวงมาฆ่ากดน้ำ ตายคาสระโรงแรมหรูที่ จ.ภูเก็ต

ตร.ไทยซ้อนแผน นางจาง เจีย อายุ 29 ปี สัญชาติจีน พร้อมด้วยครอบครัว จำนวน 3 คน เดินทางเข้ามาพักที่โรงแรมหรูแห่งหนึ่งใน จ.ภูเก็ต ต่อมาเวลาประมาณ 20.50 น. นายจาง อี้ฟาน ผู้เป็นสามี ได้โทรมาขอความช่วยเหลือกับทางเจ้าหน้าที่ของโรงแรมว่าภรรยาจมน้ำ ก่อนจะถูกนำตัวส่งรพ.ป่าตอง และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 30 ต.ค.

ตร.ไทยซ้อนแผน

ซึ่งจากการชันสูตรพลิกศพพบศพมีร่องรอยเขียวซ้ำตามร่างกายหลายแห่งโดยเฉพาะที่ก้านคอ เจ้าหน้าที่จึงไปตรวจสอบที่สระว่ายน้ำโรงแรมหรู พบว่าระดับน้ำในสระไม่น่าจะทำให้สาวจีนจมน้ำตายเองได้ จึงสงสัยว่าผู้ตายน่าถูกฆาตกรรม

จึงทำการสอบสวน และแจ้งพ่อแม่เหยื่อสาว เพื่อวางแผนให้ลูกเขยเดินทางมารับศพด้วย และจับกุมแจ้งข้อหาและดำเนินคดีทันที เนื่องจากหลังเกิดเหตุผู้เป็นสามีได้แจ้งให้โรงแรมจองตั๋วเดินทางกลับประเทศจีน โดยอ้างว่าจะไปส่งลูกสาวที่ประเทศจีน

ล่าสุด วันนี้ (23 ธ.ค.) นายจาง เริน เจีย บิดา นางทัง ยู่เอ๋อ มารดา ของนางจาง เจีย นักท่องเที่ยวสาวจีน ที่ถูกนายจาง อี้ฟาน สามีชาวจีนลวงมาฆ่า หวังเอาประกัน 100 กว่าล้านบาท พร้อมทนายศิริชัย ปิยะพิเชษฐกุล เป็นทนายความของพ่อแม่ผู้เสียชีวิต นำเอกสารต่างๆ พร้อมกรมธรรม์ประกันชีวิตที่นายจาง ปลอมลายมือชื่อผู้เสียชีวิต มามอบให้ พ.ต.อ.สมคิด บุญรัตน์ ผกก.สภ.กมลา จ.ภูเก็ต และ พนักงานสอบสวน สภ.กมลา

นายจาง เริน เจีย บิดา และ นางทัง ยู่เอ๋อ มารดา เปิดเผยว่า ตนทั้งสองคนสงสัยถึงสาเหตุการเสียชีวิตของลูกสาว เนื่องจากลูกสาวเป็นเคยนักว่ายน้ำที่เก่งมาก จึงไม่เชื่อว่าจะจมน้ำในสระตายเอง อีกทั้งนายจาง หลังเกิดเหตุได้เดินทางออกจากภูเก็ตประเทศไทย กลับมาบ้านที่นครเทียนจินเลยโดยไม่รอรับศพภรรยาไปด้วย หรือรอญาติมารับศพและกลับไปพร้อมกัน

ต่อมาได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่กงสุลจีนว่าทางตำรวจไทยสงสัยการตายของลูกสาว ขอให้ประสานพ่อแม่ของนายจางให้นายจางเดินทางกลับมา จ.ภูเก็ต อีกครั้ง เพื่อไปรับศพของภรรยาไปประกอบพิธีทางศาสนาที่ประเทศจีน ซึ่งเมื่อตนทั้งสองคนเห็นศพของลูกสาวที่มีรอยฟกช้ำตามร่างกาย ก็ยิ่งมั่นว่าว่านายจางฆ่าลูกสาวตนเพื่อเอาประกันแน่นอน จึงแจ้งความกับตำรวจ สภ.กมลา ให้ควบคุมตัวทันที

จากการสอบสวน นายจาง ให้การรับสารภาพว่า จับหัวภรรยากดลงน้ำจนจมน้ำเสียชีวิตจริง โดยก่อนการเดินทางมาท่องเที่ยวใน จ.ภูเก็ต ประเทศไทย นายจางซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิตในชื่อของภรรยาหลายสิบฉบับ ซึ่งคุ้มครองเป็นเงินมูลค่ารวมกว่า 30-50 ล้านหยวน (100 กว่าล้านบาท) โดยที่นายจางเป็นผู้รับประโยชน์จากกรมธรรม์ประกันชีวิตกรณีที่ภรรยาเสียชีวิตเองหมด

ทั้งนี้ พ่อแม่ของผู้เสียชีวิต ระบุว่า นางจางวางแผนฆ่าลูกสาวตนที่เป็นภรรยา ทั้งที่ลูกยังเล็กอยู่อย่างโหดเหี้ยมทารุณ จึงขอให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีในขั้นสูงสุด ขอให้ลงประหารชีวิตนายจางให้ตายตกตามลูกสาวตนไป

ด้าน ทนายศิริชัย ปิยะพิเชษฐกุล เป็นทนายความของพ่อแม่ผู้เสียชีวิต เผยว่า ญาติผู้เสียชีวิตที่เมืองเทียนจิน ประเทศจีน ยังได้แจ้งมาว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจีนยังค้นพบกรมธรรม์ประกันชีวิตในชื่อผู้ตายอีกจำนวนนับ 10 ฉบับ

ซึ่งในขณะนี้ทางการตำรวจจีนกำลังรวบรวมเอกสารเพื่อส่งมาให้ตำรวจไทยภายในวันที่ 15 ม.ค.2562 เพื่อประกอบสำนวนคดีให้แก่ตำรวจไทย ทางการตำรวจจีนกำลังสาวคดีออกไปว่า มีบุคคลที่ 3 บินมาจากประเทศจีน เพื่อมาร่วมกระทำผิดในครั้งนี้ด้วยหรือไม่ เพราะดูเรื่องราวแล้วเหมือนเจตนาวางแผนไว้เพื่อลวงมาสังหารในประเทศไทย

พ.ต.อ.สมคิด บุญรัตน์ ผกก.สภ.กมลา จ.ภูเก็ต กล่าวว่า คดีนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจรวบรวมพยานหลักฐานไว้รัดกุมมากในทุกด้าน และยิ่งได้พยานหลักฐานเพิ่มเติมจากญาติยิ่งทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมั่นใจส่งสำนวนคดีได้ในอาทิตย์หน้านี้

และแจ้งข้อหาผู้ต้องหาเพิ่มที่เรือนจำข้อหาเจตนาฆ่าคนตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามประมวลกฎหมาย มาตรา 289 ซึงมีโทษหนักถึงกับโทษประหารชีวิตสถานเดียว เพราะจากพยานหลักฐานค่อนข้างที่จะชัดเจนว่ามีการไตร่ตรองและวางแผนไว้ก่อน ไม่ใช่บันดาลโทสะตามที่ผู้ต้องหากล่าวอ้าง

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

Read more
กระบะคนงาน

กระบะคนงาน เสียหลักพุ่งอัดต้นไม้ใหญ่ริมทางดับคาที่ 2 ศพ

กระบะคนงาน  เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองเก่า อ.เมืองสุโขทัย ได้รับแจ้งเหตุมีรถยนต์ชนต้นไม้ บริเวณใกล้ปั๊มน้ำมัน

กระบะคนงาน  เมื่อไปถึงที่จุดเกิดเหตุ พบรถกระบะ โตโยต้า สีน้ำเงิน รุ่นไมตี้เอ็กซ์ หมายเลขทะเบียน บร 9493 พิษณุโลก สภาพด้านหน้าพังยับเยิน อัดติดกับต้นไม้ ตรวจสอบภายในรถ

กระบะคนงาน

พบคนขับถูกอัดติดกับพวงมาลัยรถเสียชีวิต และที่นั่งด้านหน้าอีกหนึ่งราย เสียชีวิตเช่นกัน ภายในรถยนต์ด้านในแคป หลังคนขับ ยังพบมีผู้ได้รับบาดเจ็บ อีก 2 ราย ติดอยู่ภายในตัวรถ

เจ้าหน้าที่กู้ภัยและเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการฉุกเฉิน เร่งให้การช่วยเหลือปฐมพยาบาลผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ และต้องใช้เครื่องตัดถ่างช่วยกันนำคนเจ็บออกมาจากรถ

ทางเจ้าหน้าที่รถกู้ชีพนำคนเจ็บ 2 คน ทราบชื่อ คือ นายภาณุวัฒน์ อายุ 20 ปี และ นายฉัตรเงิน อายุ 33 ปี นำตัวส่ง รพ. สุโขทัย ส่วนผู้เสียชีวิต 2 ราย ทราบชื่อ

คือ นายสมชาย อายุ 24 ปี ภูมิลำเนาอยู่ที่ ตำบลหอกลอง อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก และ คนขับคือ นายวุฒิชัย อายุ 21 ปี

จากการสอบถามเบื้องต้น ทราบว่า รถคันดังกล่าวเป็นคนงานติดตั้งอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า เดินทางจากสุโขทัยมุ่งหน้าไปเมืองเก่า เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ รถเกิดเสียหลักและพุ่งชนต้นไม้ข้างทางเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บดังกล่าว

ตรวจสอบภายในรถพบขวดเบียร์จำนวนหนึ่ง ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะสอบสวนถึงสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุดังกล่าวต่อไปและได้แจ้งเหตุให้ทางผู้บังคับบัญชาทราบและแจ้งให้ญาติผู้ตายได้ทราบเพื่อนำศพไปบำเพ็ญกุศลต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา      https://www.sanook.com

Read more
เพื่อนแฉ

เพื่อนแฉ ! “5 โจ๋” วางแผนรุมโทรมเด็กหญิง ห้ามแล้วแต่ไม่ฟัง

เพื่อนแฉ ขณะเข้าทำร้ายเข้าทำร้ายกลุ่มวัยรุ่น พร้อมระบุ ว่าอยากเตือนภัยชาวสระบุรีเนื่องจากลูกสาวตนเอง

เพื่อนแฉ ร้านขายของทุกอย่าง 10 บาท จุดเกิดเหตุ ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามอาชีวะศึกษาสระบุรี ลักษณะเป็นร้านขายของชั้นเดียว ด้านหน้าเป็นประตูกระจก โดย นายเอ็ม (นามสมมุติ) อายุ 16 ปี เพื่อนผู้ต้องหา และผู้อยู่ในเหตุการณ์ เปิดเผยว่า วันเกิดเหตุ ขณะที่ตนอยู่ที่ร้าน เพื่อนที่ชื่อเติ้ล ได้นัดกันสาวชื่อ ฟิล์ม

เพื่อนแฉ

ซึ่งรู้จักกันทางเฟซบุ๊ก และเพิ่งคุยกันได้ไม่นาน มาที่หน้าร้านตนเอง ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ 01.00 – 02.00 น. พบว่า มีกลุ่มเพื่อนตน รวมถึงผู้ต้องหานั่งอยู่หน้าร้านประมาณ 7 – 8 คน โดยฟิล์มเดินทางมาพร้อม น้องเจน (นามสมมุติ) ผู้เสียหาย ซึ่งขณะนั้น นายเบส หนึ่งในผู้ต้องหา เดินมาพูดคุยและวางแผนว่าจะลงแขกน้องเจน ซึ่งตนก็ได้ห้ามปรามแล้ว เพราะกลัวว่าจะมีความผิด ต่อมาตนจึงเดินออกไปซื้อบุหรี่

หลังจากนั้น ตนทราบเพียงว่า เพื่อนของตนชวนฟิล์มเข้าไปภายในร้าน และพยายามชวนน้องเจนเข้าไปด้วย แต่น้องเจนไม่ยอม กระทั่งเกิดการยื้อยุด สะบัดมือ แต่เพื่อนก็พยายามอุ้มน้องเจนเข้าไป นั่งที่โซฟาภายในร้าน และเกิดการเรียงคิวข่มขืนกันที่ด้านล่างด้านในเคาน์เตอร์ ซึ่งหลังจากที่ตนกลับมาจากการซื้อบุหรี่ พบว่า นายเบสนอนอยู่กับน้องเจนแล้ว หลังจากนั้นเพื่อนทั้งหมดจึงแยกย้ายกันไปส่งน้องเจน

นายเอ็ม กล่าวอีกว่า ขณะนี้ตนรู้สึกกลัวว่าจะมีความผิดในฐานสมรู้ร่วมคิด เนื่องจากอยู่ในเหตุการณ์ อีกทั้งเหตุยังเกิดในร้านของพี่สาวตน ทั้งนี้ ตนยืนยันว่าเพื่อนไม่ได้ดื่มเหล้าหรือเสพสารเสพติดมาก่อน รวมถึงเพื่อนทั้งหมดได้เข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่แล้ว

ด้าน นางขวัญจิตร ยายของผู้เสียหาย บอกว่า วันเกิดเหตุ (14 ธ.ค.) หลานสาวเล่าว่า เพื่อนรุ่นพี่ผู้หญิงชวนให้ไปหาแฟนที่ร้านทุกอย่างสินค้า 10 บาท ในเขตเทศบาลเมืองสระบุรี เมื่อเดินทางไปถึงกลับไม่พบแฟนของหญิงรายดังกล่าว แต่กลับพบ วัยรุ่นชาย 5 – 6 คน นั่งอยู่หน้าร้านแทน

จากนั้น ชายกลุ่มนั้น ก็ถูกอุ้มไปในห้อง และผลัดกันจับขึงพืดกระทำชำเรา คนแรก ไม่สำเร็จ คนที่ 2 สำเร็จ คนที่ 3 4 5 ไม่สำเร็จ เพราะไม่สามารถสอดใส่อวัยวะเพศได้ ซึ่งหลังถูกกลุ่มวัยรุ่นรุมโทรมแล้ว เพื่อนรุ่นพี่ผู้หญิงคนดังกล่าวจึงพาหลานสาวตนมาส่ง แต่หลานไม่กล้าเข้าบ้านจึงไปอาศัยอยู่กับเพื่อน

ทั้งนี้ นางสุภาลักษณ์ แม่ของผู้เสียหาย กล่าวว่า หลังทราบเรื่อง ตนจึงตามหาลูกสาวและรับกลับบ้าน จากนั้นตนจึงโทรศัพท์แจ้งให้นายอาคม ผู้เป็นพ่อ แล้วพาลูกไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลสระบุรี พบว่า อวัยวะเพศของลูกสาว ติดเชื้อ มีหนองไหลออกมาจากอวัยวะเพศ ทั้งยังมีอาการเจ็บหน้าท้อง และเซื่องซึม

ซึ่งหลังเกิดเหตุ ครอบครัวจึงช่วยกันติดตามกลุ่มวัยรุ่นที่ดังกล่าว พร้อมเชิญผู้ปกครองของกลุ่มวัยรุ่นมาเจรจากันที่บ้านของผู้เสียหาย แต่ด้วยความโมโหที่ลูกสาวถูกทำร้าย นายอาคม จึงบันดาลโทสะทำร้ายร่างกายชายทั้ง 5 คน

ส่วน นายอาคม พ่อของผู้เสียหาย เปิดเผยว่า ตนเองทราบเรื่องราวจากภรรยา ว่าช่วงกลางดึกของวันที่ 15 ธ.ค. ว่าลูกสาวออกไปกับเพื่อน คาดว่าอาจออกไปเล่นตามประสาเด็ก บริเวณหน้าวิทยาลัยอาชีวะสระบุรี และเกิดเหตุกลุ่มชายวัยรุ่นประมาณ 5 คน ฉุดลูกตนไปรุ่มโทรม แต่ในคืนนั้นลูกสาวไม่ได้กล้าบอกว่าถูกกลุ่มวัยรุ่นรุมโทรม

กระทั่งวันที่ 16 ธันวาคม ลูกสาวรู้สึกเจ็บจึงสารภาพกับภรรยา จากนั้นทางภรรยาได้มีการติดต่อฝ่ายคู่กรณีพร้อมครอบครัวทั้ง 5 คน มาพูดคุย ซึ่งฝ่ายตรงข้ามมีการส่งชายที่อ้างว่าเป็นอบต.มาพูดคุย มีการเจรจาเสนอเงินเพื่อไม่ให้เป็นคดี ซึ่งขณะนั้นเพื่อนของตนได้โทรมาเล่าเรื่องให้ตนฟัง ตนโกรธมากจึงบอกไปว่าไม่เอาเงินแต่เอาเรื่องให้ถึงที่สุด และไปยังจุดเกิดภายในคืนนั้น และมีเหตุการณ์เกิดขึ้นตามคลิป

นายอาคม กล่าวอีกว่า ลูกสาวและผู้ต้องหาทั้ง 5 รายไม่เคยรู้จักกันมาก่อน จากการสอบถามเพื่อน ๆ พบว่าเด็กกลุ่มนี้มีพฤติการณ์มั่วสุม และเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ส่วนเรื่องกรณีที่มีผู้ใหญ่ที่เป็นอบต. มาช่วยเจรจาทำให้ตนค่อนข้างติดใจกลัวคดีจะไม่โปร่งใส

นอกจากนี้ ทางพนักงานสอบสวนเจ้าของคดี ได้โทรศัพท์มาหาตนเอง บอกว่าเป็นห่วงอนาคตเด็กทั้งสองฝ่าย ซึ่งคำพูดดังกล่าว ฟังดูแปลกๆ เพราะไม่รู้ว่าคู่กรณีมีเส้นสายอะไรหรือไม่ เกรงว่าอาจเป็นการช่วยเหลือกัน อีกทั้งมองว่า จุดเกิดเหตุ ที่ลูกสาววัย 12 ปีถูกรุมโทรม เจ้าของร้านค้าอาจมีส่วนรู้เห็นในการใช้สถานที่ด้วย

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

Read more
ผวาโจรดมกาว

ผวาโจรดมกาว ตระเวนขโมยจักรยานยนต์ไปโยนทิ้งน้ำวอนเจ้าหน้าที่ช่วยจับด่วน

ผวาโจรดมกาว ชาวบ้านในตำบลห้วยแถลง อำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา ต่างช่วยกันแชร์ภาพใบหน้าของคนร้าย

ผวาโจรดมกาว สวมใส่เสื้อแขนยาวสีเทา กางเกงขายาวสีดำ ขับขี่รถจักรยานยนต์ ฮอนด้าเวฟ สีแดง-ดำ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ขับหลบหนีออกไปจากตลาดสดเทศบาลห้วยแถลง

ผวาโจรดมกาว

โดยก่อนหน้านี้คนร้ายได้แอบขโมยรถจักรยานยนต์ของชาวบ้าน ซึ่งขโมยขับไปใช้ซื้อของกินภายในร้านสะดวกซื้อในพื้นที่อำเภอห้วยแถลง ก่อนที่คนร้ายจะกลับไปกบดานอยู่บริเวณกระท่อมร้างกลางป่าเขตอำเภอห้วยแถลง

และได้นำรถจักรยานยนต์คันที่ขโมยชาวบ้านมา ไปโยนทิ้งไว้ในคลองน้ำ และเปลี่ยนไปขโมยรถคันใหม่ของชาวบ้านที่จอดเสียบกุญแจรถทิ้งไว้ บริเวณตลาดสดเทศบาลห้วยแถลงต่อไปอีก

โดยคนร้ายจะมีนิสัยชอบเข้าไปขโมยรถของชาวบ้านที่จอดเสียบกุญแจคาทิ้งไว้ ขับไปซื้อของกินหรือซื้อกาวมาดม ก่อนที่จะนำรถจักรยานยนต์ของชาวบ้านไปโยนทิ้งน้ำ และตระเวนขโมยรถคันอื่นมาขับอีก

ทำอย่างนี้ประจำ จนทำให้ชาวบ้านในอำเภอห้วยแถลงต่างหวาดผวากับการกระทำของคนร้ายคนดังกล่าวเป็นอย่างมาก จึงอยากวอนให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยติดตามจับกุมคนร้ายคนดังกล่าวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป เนื่องจากชาวบ้านในพื้นที่กลัวว่าคนร้ายจะไปก่อเหตุที่อื่นอีก

ขอบคุณแหล่งที่มา      https://www.sanook.com

Read more