ป้าแสบปลอมเฟซบุ๊กครูสาวหน้าตาดี

ป้าแสบปลอมเฟซบุ๊กครูสาวหน้าตาดี

ป้าแสบปลอมเฟซบุ๊กครูสาวหน้าตาดี

ป้าแสบปลอมเฟซบุ๊กครูสาวหน้าตาดี

ป้าแสบปลอมเฟซบุ๊กครูสาวหน้าตาดี

เพจเฟซบุ๊ก รถตระเวนข่าว V.2 ได้แชร์เรื่องราวเตือนภัยป้ามหาภัยรายนี้ พร้อมระบุว่า มีครูสาวรายหนึ่ง เจอคนทักมาทางเฟซแบบแปลก ๆ ส่วนใหญ่เป็นหนุ่มข้าราชการ ตั้งแต่ระดับปลัดอำเภอ อบต.จนถึงผู้ใหญ่บ้าน ว่ารู้จักสนิทสนมด้วย จนเธองงหนักมาก เพราะไม่รู้ไปรู้จักกับคนเหล่านั้นได้ยังไง จนวันหนึ่งก็โป๊ะแตก เมื่อมีคนส่งภาพหน้าเฟซหนึ่งใช้รูปเธอไปโพสต์แนวหว่านเสน่ห์ แถมมีคุยจ๊ะจ๋ากับชายหนุ่มดีกรีผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ถึงขั้นเรียกพ่อจ๋าแม่จ๋า เธอเลยรีบแชทไปหาชายคนนั้น ถามว่า พี่คือใคร แล้วพี่เรียกใครแม่จ๋า จนสุดท้ายเจอเป็นป้า อายุ 55 ปี

ทีมข่าวติดต่อไปที่ นางสาวพิมพ์ฑักษอร แสงทองไชย ครูโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการ ได้นำหลักฐานมาแสดงกับทีมข่าว พร้อมเปิดเผยว่านอกจากตนเองเป็นครูแล้ว ยังเดินแบบช่วยเหลืองานสังคมอีกหลายครั้ง ซึ่งก็จะถ่ายรูปและนำมาโพสต์บนเฟซบุ๊กของตนเอง ล่าสุดมีเฟซบุ๊ก ชื่อว่า”ต้นกล้าต้นแก้ว สุขสว่าง”นำรูปของเธอไปโพสต์ แล้วแชทคุยกับชายที่อ้างตัวเป็นข้าราชการ สังกัดกรมการปกครอง ทำทีตีสนิทจนกระทั่งฝ่ายชายหวังทำเซอร์ไพร์สขอแต่งงาน มีการนัดเจอกันที่วัดหลวงพ่อโต บางพลีใหญ่ แต่พอถึงเวลากลับไม่เหมือนรูปที่ส่งให้ แต่กลายเป็นหญิงสูงอายุ ฝ่ายชายจึงรู้ตัวว่าถูกหลอกก่อนจะนำหลักฐานต่างๆ เข้าแจ้งความกับตำรวจภูธรบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี ส่วนครูพิมพ์เองเข้าแจ้งความที่ สภ.บางแก้ว จังหวัดสมุทรปราการ

โดยหลักฐานสำคัญที่ทำให้ความจริงปรากฏคือ มีพลเมืองดีคนหนึ่งส่งข้อความมาหาครูพิมพ์ อ้างว่าเป็นลูกศิษย์ บอกว่าครูพิมพ์อาจจะโดนปลอมเฟซบุ๊กใช้หลอกลวงผู้อื่น ต่อมาจึงมีการสืบหาข้อมูลจนกระทั่งทราบว่า บุคคลที่ปลอมเฟซบุ๊กของครูพิมพ์ คือ นางประจวบ หญิงอายุ 55 ปี ส่วนตัวครูพิมพ์เชื่อว่า พลเมืองดีคนนี้คือหนึ่งในชายที่ถูกหลอก จึงพยายามสืบหาตัวจริง

ทางด้านฝ่ายชายผู้เสียหาย คือ นายสุรชัย เปิดเผยกับทีมข่าวว่า เขารู้จักกับหญิงคนที่อ้างตัวเป็นปลัดได้ประมาณปีกว่า ๆ จากการพูดคุยผ่านเฟซบุ๊กและไลน์ โดยสาเหตุที่ทำให้ปักใจเชื่อ เนื่องจากปกติจะมีการบอกว่ากำลังทำกิจกรรมอะไร และมักมีภาพถ่ายมาให้ดูเพื่อยืนยัน ประกอบกับมีการพูดคุยเรื่องที่รู้กันเฉพาะเจ้าหน้าที่ ทำให้เกิดความเชื่อใจพูดคุยกัน กระทั่งตนเองตกหลุมรัก จึงวางแผนอยากจะนัดเจอฝ่ายหญิงสักครั้ง และเซอร์ไพร์สขอแต่งงาน โดยเตรียมแหวนเพชร และช่อดอกไม้ ไปให้กับฝ่ายหญิงในช่วงใกล้วันเกิดของคุณสุรชัยเอง ตั้งใจจะคุกเข่าขอแต่งงาน แต่แล้วเมื่อไปถึงกลับเจอเซอร์ไพร์สกว่า เพราะฝ่ายหญิงตัวจริงไม่เหมือนรูปที่ส่งให้ กลายเป็นนางประจวบ หญิงอายุ 55 ปี เมื่อเห็นอย่างนั้นเขาจึงตกใจ เสียใจอย่างมาก ที่ถูกหลอกให้รักมาตลอดระยะเวลาปีกว่า

สำหรับนางประจวบ ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2559 เคยก่อเหตุปลอมเฟซบุ๊กของครูพิมพ์มาแล้วครั้งหนึ่ง โดยครั้งนั้นมีพฤติกรรมสร้างเฟซบุ๊กปลอมไปหลอกเหยื่อให้โอนเงินเกี่ยวกับการทำบุญ คดีนี้ศาลจังหวัดสมุทรปราการมีคำพิพากษาไปเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2560 จำคุกนางประจวบ 1 ปี ปรับเงิน 20,000 บาท จำเลยรับสารภาพ รอลงอาญาเป็นเวลา 2 ปี ก่อนจะมาก่อเหตุปลอมเฟซบุ๊กอีกครั้ง

ซึ่งวิธีการของป้าประจวบ ในช่วงหลังจะไม่เน้นแชทหลอกโอนเงิน (แบบคดีนัทโอนไว) แต่เน้นผูกสัมพันธ์ สร้างสตอรี่ความรักกับชายพร้อม ๆ กันหลายคน ซึ่งทางครูพิมพ์มีข้อมูลว่า ส่วนใหญ่ป้าประจวบจะเลือกเหยื่อที่เป็นข้าราชการชายโสดวัยกลางคน แล้วใช้รูปปลอมเป็นครูพิมพ์ อ้างตัวเป็นปลัด เชื่อว่ามีการพูดคุยหลอกลวงผู้เสียหายมาแล้วหลายราย แต่บางรายอาจจะรู้สึกอายเมื่อถูกหลอก จึงไม่กล้าออกมาเปิดเผยเรื่องราวนี้

ทีมข่าวเที่ยงวันทันเหตุการณ์ คุณธนภัทร ศรีกระจ่าง เดินทางไปยังบ้านของป้าประจวบ ซึ่งวันนี้ถูกปิดเงียบ โดยชายคนหนึ่งออกมาพูดกับทีมข่าว บอกว่าป้าประจวบไม่อยู่ ขณะนี้ยังไม่สามารถติดต่อได้ และเมื่อถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขาก็ปฏิเสธที่จะให้ข้อมูล ขณะที่บ้านละแวกใกล้เคียงให้ข้อมูลว่า ป้าประจวบอาศัยอยู่ที่บ้านหลังนี้กับลูกหลานมานานกว่า 10 ปี ปกติไม่ทราบว่าประกอบอาชีพอะไร แต่พักหลังมาเคยมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องการลักทรัพย์ บ้านนี้จึงปิดเงียบ ไม่มีใครคบด้วย

ล่าสุดตำรวจ สภ.บางแก้ว ได้เรียกนางประจวบเข้าสอบปากคำ เบื้องต้นนางประจวบให้การรับสารภาพ ซึ่งขณะนี้ตำรวจตั้งข้อหาความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฐานความผิดการนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบ ขณะนี้อยู่ระหว่างการสรุปสำนวนคดีเตรียมส่งอัยการฟ้องตามกระบวนการกฏหมายต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา http://news.ch3thailand.com

Read more
เตรียมยื่นประกันฮาคีม

เตรียมยื่นประกันฮาคีม ทนายความ เปิดเผยว่าตอนนี้อยู่ระหว่างรวบรวมหลักทรัพย์

เตรียมยื่นประกันฮาคีมเตรียมยื่นประกันฮาคีม

เตรียมยื่นประกันฮาคีม  ล่าสุด นางณัฐาศิริ เบิร์กแมน ทนายความ เปิดเผยว่าตอนนี้อยู่ระหว่างรวบรวมหลักทรัพย์ เพื่อยื่นต่อศาลอาญาในช่วงสัปดาห์หน้าซึ่งอาจจะเป็นพุธ ที่ 13 ก.พ.62 เเต่ถ้าไม่ทันในเรื่องหลักทรัพย์ก็จะยื่นภายในอาทิตย์หน้า

จากกรณีพนักงานอัยการสำนักงานต่างประเทศ ยื่นคำร้องขอให้ศาลอาญามีคำสั่งให้ส่งตัวนายฮาคีม อัล อาไรบี อดีตนักฟุตบอลทีมชาติบาห์เรน ส่งกลับไปรับโทษตามคำพิพากษา ที่ประเทศบาห์เรน ในฐานะผู้ร้ายข้ามเเดน ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ส่วนหลักทรัพย์ที่จะใช้ยื่นประกัน ได้จากคนที่ต้องการช่วยเหลือ นายฮาคีม เเละการรวบรวมเงินผ่านเว็บไซต์ ซึ่งในคดีอื่นเคยใช้หลักทรัพย์สูงถึง 2 ถึง 5ล้านบาท เเต่ต้องการนำหลักทรัพย์ไปเเสดงให้ศาลเห็นว่า หากให้ประกันนายฮาคีม เเล้วจะไม่หลบหนี

ซึ่งคดีส่งผู้ร้ายข้ามเเดน เท่าที่ทราบยังไม่เคยมีจำเลยคนไหนที่ศาลอนุญาตให้ประกันตัว เเต่ในปัจจุบันนี้มีอุปกรณ์กำไลข้อเท้าอิเล็กทรอนิกส์ หรือ กำไล EM ที่สามารถควบคุมตัวได้โดยไม่ต้องอยู่ในเรือนจำ ทางทนายความจะยื่นเเสดงเจตจำนงค์ขอใส่กำไล EM ประกอบเหตุผลในคำร้อง ว่าจะไม่หลบหนี ยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน เเละจะยื่นคำร้องให้ศาลเห็นว่าการเตรียมคดีนี้จะมีพยานหลักฐานเป็นหลายภาษา การที่จำเลยถูกขังจะถือเป็นอุปสรรค ต้องใช้ล่ามเเปลภาษา เพื่อต้องการให้นายฮาคีมได้ต่อสู้คดีอย่างเต็มที่

เมื่อถามถึงเเนวทางการต่อสู้คดี จะมีการสู้เรื่องการควบคุมนายฮาคีมโดยมิชอบก่อนจะเข้ากระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามเเดนด้วยหรือไม่ นางณัฐาศิริ กล่าวว่าในเนื้อหาของคดีตอนนี้ กำลังรวบรวมความคิดเห็นกันอยู่ ซึ่งทนายความเเต่ละคนต่างนำสำนวนที่ได้ไปศึกษาก่อนที่จะประชุมในสัปดาห์หน้า แต่เรื่องเร่งด่วนสำคัญคือการเตรียมเอกสารเเละการยื่นประกันตัว

นางณัฐาศิริ เปิดเผยว่า ทีมทนายมี 6 คนเป็นคนไทยทั้งหมด มีนายนคร ชมพูชาติ เป็นหัวหน้าทีม ซึ่งทีมทนายความมีที่ปรึกษาเป็นทนายความจากออสเตเลีย เเละ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งทั้งสองท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญกฎหมายระหว่างประเทศเเละกฎหมายข้ามเเดน ได้พยายามหาหลักฐานที่เป็นประโยชน์มาให้ใช้ในคดีด้วย

ขอบคุณแหล่งที่มา http://news.ch3thailand.com

Read more
เปิดใจสาวผวาโรคจิตขัดหนอนโชว์พ่นใส่หน้าร้าน

เปิดใจสาวผวาโรคจิตขัดหนอนโชว์พ่นใส่หน้าร้าน

เปิดใจสาวผวาโรคจิตขัดหนอนโชว์พ่นใส่หน้าร้าน

เปิดใจสาวผวาโรคจิตขัดหนอนโชว์พ่นใส่หน้าร้าน

เปิดใจสาวผวาโรคจิตขัดหนอนโชว์พ่นใส่หน้าร้าน

เปิดใจ สาวร้านทำเล็บ ผวาโรคจิต ขี่จยย.ป้ายเหลือง ยืนจ้องหน้า-ขัดหนอน พ่นใส่หน้าร้าน
จากกรณีที่มี หญิงสาวรายหนึ่ง ได้โพสต์คลิปเตือนภัยย่าน ราม 2 ผ่านเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า จู่ๆ มีชายโรคจิตเดินมาช่วยตัวเอง จนสำเร็จความใคร่ ที่หน้าร้านของเธอเอง โดยไม่สนสายตาของคนที่ผ่านไปมา จากนั้นชายคนดังกล่าว ได้ขี่รถจยย. ออกไป ตามที่เสนอไปก่อนหน้า

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 7 ก.พ. ที่ร้านทำเล็บแห่งหนึ่ง ย่านราม 2 ผู้สื่อข่าว ‘ข่าวสดออนไลน์’ เดินทางไปพบ น.ส.ฟ้า (นามสมมติ) อายุ 33 ปี ผู้เสียหายที่โพสต์คลิปเตือนภัยดังกล่าว เพื่อถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยน.ส.ฟ้า กล่าวว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 09.30 น. ของวันที่ 5 ก.พ. ขณะนั้นตนนั่งอยู่ภายในร้าน จู่ๆ มีผู้ชายสวมเสื้อยืดสีฟ้า กางเกงขาสั้นสีดำ ผิวคล้ำ ตัวใหญ่ อายุประมาณ 40 ปี ได้ขับรถจยย. ป้ายสีเหลือง มาจอดที่หน้าร้าน ตนคิดว่าจอดรอคน จึงไม่ได้สนใจอะไร

น.ส.ฟ้า (นามสมมติ) เผยต่อว่า สักพัก รู้สึกว่าเหมือนมีคนมามองตลอดเวลา จึงได้หันไปมอง ก็ต้องตกใจเมื่อชายคนดังกล่าวกำลังช่วยตัวเองอยู่บนรถจยย. ตนจึงรีบหันหน้าหนีทันที แต่พบว่าชายคนดังกล่าวไม่ยอมหยุด ยังคงช่วยตัวเองต่อ และมองมาที่ตนตลอดเวลา ตนจึงตัดสินใจหยิบโทรศัพท์มาถ่ายรูป ทันใดนั้นชายคนดังกล่าวก็หยุดและขับรถออกไป ตนจึงคิดว่า ไม่น่าจะมีอะไรเกิดขึ้น

น.ส.ฟ้ากล่าวอีกว่า จากนั้นประมาณ 5 นาที ชายคนดังกล่าวได้วนรถกลับมาอีก และเดินมาหน้าร้าน ติดกระจก พร้อมกับได้ช่วยตัวเองอีกครั้ง ตนจึงคิดว่า หากนำโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายอีก ชายคนดังกล่าวจะหนีไป ตนจึงได้หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่าย แต่ชายคนดังกล่าวนำเสื้อมาปิดหน้า และยังช่วยตัวเองต่อ พร้อมกับจ้องหน้าตนด้วย ตนตะโกนไล่ก็ไม่ยอมไป ขณะนั้นบริเวณหน้าร้าน ก็รถสัญจรไปมาตลอด และมีคนผ่านไปมาเห็นด้วย แต่ชายคนดังกล่าวทำเหมือนก้มหน้าหาของ ตนก็ได้ส่งสัญญาณให้คนเห็น แต่ไม่มีใครสนใจ ชายคนดังกล่าวยังคงทำพฤติกรรมแบบนั้นประมาณ 5 นาที ก็สำเร็จความใคร่ จากนั้นก็ได้ขับรถจยย.ออกไปจากร้านทันที

น.ส.ฟ้ากล่าวต่อว่า เป็นครั้งแรกที่ตนเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ ซึ่งตนยืนยันว่าไม่เคยเห็นชายคนดังกล่าวมาก่อน เมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น ทางครอบครัวตกใจและเป็นห่วงมาก จึงได้ถามไถ่กับร้านใกล้เคียง ว่าเคยเกิดพฤติกรรมแบบนี้หรือไม่ ซึ่งร้านเสริมสวยใกล้กัน ก็เปิดเผยว่า เคยเจอชายคนดังกล่าว ทำพฤติกรรมช่วยตัวเองหน้าร้านมาแล้วเช่นกัน จึงคาดว่าชายคนดังกล่าวน่าจะเป็นคนในพื้นที่ และอาจจะเคยมาสังเกตหน้าร้านตนบ่อยๆ เพราะร้านของตนเป็นร้านกระจก มีลูกค้าผู้หญิง เข้าออกตลอดเวลา

น.ส.ฟ้ากล่าวอีกว่า ในวันเกิดเหตุ รู้สึกโชคดีมาก ที่ได้ล็อกประตูกระจกที่ร้าน เพราะปกติแล้ว ที่ร้านจะไม่ล็อกประตู เนื่องจากมีลูกค้ามาที่ร้านตลอดเวลา แต่วันเกิดเหตุ ได้เดินเข้าไปเอาของด้านใน จึงล็อกไว้ ซึ่งหากไม่ได้ล็อกกุญแจ ก็อาจจะเกิดเหตุการณ์ไม่ดีขึ้นได้ ซึ่งหลังจากนี้ทางร้านอาจจะติดกล้องวงจรปิดเพื่อความปลอดภัย และอยากเตือนภัยสังคมว่า หากอยู่บ้านคนเดียว แนะนำให้ล็อกประตู และคอยสังเกตความผิดปกติตลอดเวลา เพราะเหตุการณ์แบบนี้มักเกิดขึ้นบ่อยครั้ง

“เราไม่ได้จะแจ้งความ เนื่องจากสงสารครอบครัวของชายคนดังกล่าว กลัวว่าจะอับอาย แต่อยากฝากเตือนว่าให้หยุดพฤติกรรมดังกล่าว และอย่าไปก่อเหตุแบบนี้กับใครอีก” น.ส.ฟ้ากล่าว

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.khaosod.co.th

Read more
ทลายเครือข่ายเงินกู้ยายเจี๊ยบมีนบุรี

ทลายเครือข่ายเงินกู้ยายเจี๊ยบมีนบุรี

ทลายเครือข่ายเงินกู้ยายเจี๊ยบมีนบุรี

ทลายเครือข่ายเงินกู้ยายเจี๊ยบมีนบุรี

ทลายเครือข่ายเงินกู้ยายเจี๊ยบมีนบุรี

ทลายเครือข่ายเงินกู้ ยายเจี๊ยบ มีนบุรี ยึดทรัพย์กว่า 200 ล้าน
พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง นำกำลังเข้าปิดล้อมตรวจค้นเป้าหมายแหล่งนายทุนเงินกู้ดอกเบี้ยโหดเครือข่าย น.ส.กรรณิการ์ ฉลองจันทร์ หรือ ยายเจี๊ยบ มีนบุรี โดยเข้าตรวจค้นเครือข่ายยายเจี๊ยบ พร้อมกันพื้นที่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลรวม 30 จุด มีหมายจับผู้ต้องหา 28 ราย ตรวจยึดและอายัดทรัพย์ 24 จุด ตรวจค้นเอกสารที่เกี่ยวข้อง  หนึ่งในเป้าหมายคือบ้านหรูในหมู่บ้านพนาสนธ์ ถนนนิมิตรใหม่ แขวงและเขตมีนบุรี จับกุมกลุ่มผู้ต้องหารวม 4 คน คือ นายธันวา พลเยี่ยม หัวหน้าโต๊ะเก็บดอกเบี้ย และนายวิชาญ จ่ามา , นายปฏิวัตร ภูธง และนายชัยรัตน์ เนียมรอด ลูกน้องของนายธันวา ทำหน้าที่เก็บเงิน พร้อมยึดของกลางรถจักรยานยนต์ , รถยนต์ , เงินสด สมุดบัญชีอีกจำนวนมาก  พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ เปิดเผยว่ากลุ่มเงินกู้นอกระบบ เรียกเก็บดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ร้อยละ 20-30 ซึ่งในพื้นที่กรุงเทพฯส่วนใหญ่ลูกหนี้จะวางมัดจำรถ ไม่มีที่ดินเหมือนต่างจังหวัด สำหรับเครือข่ายนี้ ยายเจี๊ยบ มีนบุรี ทำธุรกิจเงินกู้นอกระบบต่อจากสามีคือนายไพโรจน์ ฉลองจันทร์ ที่ถูกดำเนินคดีไปแล้ว มีเงินหมุนเวียนวันละ 100 ล้านบาท ใช้วิธีการเก็บเงินรูปแบบแก๊ง เรียกกันว่า แก๊งหมวกกันน็อก ซึ่งจะได้ขยายผลต่อไปยังนักการเมืองรายสำคัญ ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ และใช้มาตรการยึดทรัพย์ตามกฎหมายฟอกเงินต่อไป ส่วนโต๊ะเงินกู้ที่ตรวจค้น คาดว่าน่าจะมีเงินหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท  นายธันวา ให้การว่า มีรายได้เดือนละ70,000 บาท แบ่งให้ลูกน้องเฉลี่ยเดือนละ 9,000 บาท โดยแต่ละวันจะมีรายชื่อให้ลูกน้องออกติดตามทวงดอกเบี้ยที่สูงกว่ากฎหมายกำหนด มีลูกค้าประมาณ 100 คน อยู่ในละแวกย่านมีนบุรี มียอดทวงหนี้เดือนล้านกว่าบาท ถ้าลูกหนี้ไม่มีเงินให้ ก็จะทำการทุบตีทำร้ายร่างกาย เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา อั้งยี่ เรียกเก็บดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ของกลางทั้งหมดจะถูกยึดทั้งหมดตามกฎหมายฟอกเงินต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา http://news.ch3thailand.com

Read more
โจรใจบาปขโมยควักตารูปหล่อหลวงปู่เหล็ง

โจรใจบาปขโมยควักตารูปหล่อหลวงปู่เหล็ง

โจรใจบาปขโมยควักตารูปหล่อหลวงปู่เหล็ง

โจรใจบาปขโมยควักตารูปหล่อหลวงปู่เหล็ง

โจรใจบาปขโมยควักตารูปหล่อหลวงปู่เหล็ง

จากกรณีมีผู้ใช้เฟซบุ๊ก โพสต์ข้อความระบุว่า โจรใจบาปควักตา รูปหล่อหลวงปู่เหล็ง อดีตเจ้าอาวาสวัดแหลมสุวรรณารามหายไป ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่วัดแหลมสุวรรณาราม ต.ท่าฉลอม อ.เมือง จ.สมุทรสาคร เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง ที่วิหารหลวงปู่เหล็ง สร้างขึ้นเมื่อปี 2549 ติดกับโบสถ์ไม้เก่าอายุกว่า 300 ปี ภายในมีพระพุทธรูปหลายองค์ รวมถึงรูปหล่อหลวงปู่เหล็ง อดีตเจ้าอาวาสองค์แรกวัดแหลมสุวรรณาราม (ตามที่มีประวัติบันทึกไว้) ประดิษฐานอยู่ตรงกลาง จากการตรวจสอบพบว่า ดวงตาของหลวงปู่เหล็งนั้นเป็นสีดำสนิท ลึกจากเบ้าตาลงไปเล็กน้อย ขณะที่ป้าพิมพ์นิช จริยดำรงสกุล อายุ 81 ปี ผู้ที่คอยดูแลทำความสะอาดวิหารหลวงปู่เหล็งมานานกว่า 4 ปีแล้ว บอกว่า ตนเป็นจิตอาสามาทำความสะอาดให้ที่วิหารหลวงปู่เหล็งเป็นประจำทุกวัน ช่วงก่อนตรุษจีนนั้นไม่ได้เข้ามาทำจนกระทั่งผ่านพ้นไป 3 วัน ก็มาทำความสะอาดอีกครั้ง แล้วสังเกตเห็นว่า ดวงตาของหลวงปู่เหล็งนั้นหายไป จึงได้แจ้งให้ทางวัดทราบ “ขอให้คนที่เอาไปนั้นเอาดวงตามาคืน แล้วจะขอให้หลวงปู่ให้อภัย แต่หากไม่เอามาคืนก็จะให้หลวงปู่ตามไปทวงคืน ซึ่งหลวงปู่ เป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านเป็นอย่างมาก” ป้าพิมพ์นิช กล่าว พระสมุห์บุญส่ง ธัมมทัสสี เจ้าอาวาสวัดแหลมสุวรรณาราม ตั้งข้อสันนิษฐานว่าคนที่ขโทยไป อาจจะนำไปทำเครื่องรางของขลัง หรือไม่ก็เป็นการขโมยตามใบสั่ง หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้ามาตรวจสอบ ส่วนขณะศิษยานุศิษย์หลวงปู่เหล็งหลายคนได้ติดต่อจะนำดวงตามามอบให้ ซึ่งทางวัดก็พร้อมที่จะรับไว้แล้วจะดูว่าดวงตาคู่ไหนเหมาะสมที่สุดเพื่อใส่คืนให้กับหลวงปู่เหล็ง ส่วนดวงตาคู่อื่นๆที่ได้รับมานั้นก็จะนำไปใส่ให้กับพระพุทธรูปที่ทางวัดจะทำการหล่อบูชาต่อไป “ขอให้ศิษยานุศิษย์หลวงปู่เหล็งมองในแง่บวก อย่าคิดโกรธแค้นคนที่เอาไป โดยให้คิดว่าหลวงปู่ต้องการที่จะเปลี่ยนดวงตาส่องธรรมดวงใหม่ เพื่อให้มองเห็นศิษยานุศิษย์ทุกคนที่มาทำบุญได้ชัดเจนมากขึ้น” ผู้สื่อข่าวรายงานว่าได้รับข้อมูลจากพระลูกวัด ทราบว่าก่อนหน้านี้เมื่อประมาณ 6-7 ปีปล้ว ดวงตาหลวงปู่เหล็งนั้นเคยหายไปข้างหนึ่ง ซึ่งมีแก้วขนเหล็ก 3 เส้นบรรจุอยู่ด้านใน  สำหรับหลวงปู่เหล็ง เป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดแหลมสุวรรณาราม องค์แรกตามที่มีบันทึกไว้ในประวัติ ท่านเป็นพระหมอยา ในสมัยนั้นหากชาวบ้านไม่สบายจะมาขอยาดีเกลือจากท่าน แล้วนำกลับไปทานก็หาย ชาวบ้านจึงให้ความเคารพนับถือและศรัทธาเป็นอย่างมาก

ขอบคุณแหล่งที่มา http://news.ch3thailand.com

Read more
เตรียมฌาปนกิจศพยายถูกตาข้างบ้านล่วงละเมิดทางเพศ

เตรียมฌาปนกิจศพยายถูกตาข้างบ้านล่วงละเมิดทางเพศ

เตรียมฌาปนกิจศพยายถูกตาข้างบ้านล่วงละเมิดทางเพศ

เตรียมฌาปนกิจศพยายถูกตาข้างบ้านล่วงละเมิดทางเพศ

เตรียมฌาปนกิจศพยายถูกตาข้างบ้านล่วงละเมิดทางเพศ

สลด..กรณีหญิงชราป่วยติดเตียงวัย 84 ปี ถูกชายชราข้างบ้านวัย 89 ปี แอบเข้าไปล่วงละเมิดทางเพศ จนตรอมใจนอนน้ำตาไหลทุกวัน ก่อนติดเชื้อในกระแสเลือดเสียชีวิต แถมคดีความยังไม่มีความคืบหน้า จนลูกสาวต้องทวงถามความคืบหน้าไปที่อัยการ ชี้อยากขอความเป็นธรรมให้แม่ ขณะที่พิธีศพลูกหลานเตรียมฌาปนกิจบ่ายวันนี้

เหตุการณ์นี้เกิดตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ล่วงเลยมาแล้ว 3 เดือน แต่ยังไม่มีการเอาผิดชายชราวัย 89 ปี ที่ก่อเหตุแอบย่องเข้าไปล่วงละเมิดหญิงชราวัย 84 ปี นอนป่วยติดเตียงภายในบ้านพัก ที่อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ โดยลูกสาวของหญิงชรา เล่าว่า ตนอยู่บ้านคนละหลังกับแม่ แต่อยู่ติดกัน ทุกๆ วัน เวลา 10 โมง จะเดินเข้ามาดูแม่ตามปกติ วันเกิดเหตุกลับเห็นชายชราที่อยู่บ้านใกล้กันกำลังคร่อมร่างแม่ จึงร้องโวยวาย จนคนร้ายตกใจวิ่งหนีไป จากนั้นได้เข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.นางรอง เพื่อเอาผิดผู้ก่อเหตุ พร้อมพาแม่ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลนางรอง แพทย์ระบุ มีของแข็งไม่มีคมเข้าไปในอวัยวะเพศ มีร่องรอยถูกล่วงละเมิดทางเพศ

หลังจากนั้น ได้พาแม่กลับมารักษาตัวที่บ้าน แม่มีอาการป่วยไข้เรื้อรังมาตลอด และจะนอนมองประตูบ้านน้ำตาไหลตลอดเวลา เป็นที่สะเทือนใจของลูกหลาน จนกระทั่งมาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แม่เสียชีวิตด้วยอาการติดเชื้อในกระแสเลือด ซึ่งลูกหลานเชื่อว่าเป็นเพราะการถูกล่วงละเมิด แต่การดำเนินคดีกับชายชราที่ก่อเหตุกลับไม่มีความคืบหน้า โดยผู้ต้องหายังให้การปฏิเสธและตำรวจได้ปล่อยตัวชั่วคราวโดยไม่ต้องประกันตัว เพราะอายุมากแล้ว ตนกลัวคดีไม่คืบหน้า จึงต้องเข้าสอบถามความคืบหน้ากับอัยการ เนื่องจากตำรวจระบุว่า ส่งสำนวนคดีให้อัยการแล้ว โดยอยากให้เอาผิดผู้ก่อเหตุ เพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้แม่

ด้านนายศักดา คล้ายร่มไทร อัยการจังหวัดนางรอง กล่าวว่า จากการตรวจสอบสำนวนของพนักงานสอบสวน ในเบื้องต้น พบว่า พยานหลักฐานค่อนข้างสมบูรณ์พอดำเนินคดีได้ ขาดเพียงรายละเอียดเล็กน้อย โดยพยานแวดล้อมที่ตำรวจสอบมา พอรับฟังได้ว่าพฤติการณ์ของผู้ต้องหามีเหตุอะไร จึงเข้าไปในบ้านของผู้เสียหายที่เป็นคนชราป่วยติดเตียงอยู่ในบ้าน ซึ่งไม่สมควรที่ชายชราวัย 89 ปี เข้าไปในบ้านของผู้อื่น

หลังข่าวนี้ถูกเผยแพร่ กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างร้อนแรงในโลกออนไลน์ ระบุว่า เป็นปัญหาสังคม สังคมทุกวันนี้เสื่อมลง ส่วนใหญ่บอกว่า ควรลงโทษคนทำผิดตามกฎหมาย แม้จะอายุมาก เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างของคนรุ่นหลัง แต่ก็มีบางคนบอกว่า ขอให้ยุติเรื่อง เพราะเรื่องผ่านไปแล้ว และตาก็แก่แล้วให้อภัยกันไป

ขณะที่ญาติของฝ่ายผู้ก่อเหตุปฏิเสธจะพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ระบุว่า ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย หากศาลตัดสินอย่างไรก็จะยอมรับคำตัดสิน ส่วนศพของยายวัย 84 ปี จะมีพิธีฌาปนกิจบ่ายวันนี้

ขอบคุณแหล่งที่มา http://news.ch3thailand.com

Read more
หนุ่มถูกแม่จ้างฆ่ารู้ว่าต้องตายสั่งเสียเมียไว้ศพบ้านพ่อ

หนุ่มถูกแม่จ้างฆ่ารู้ว่าต้องตายสั่งเสียเมียไว้ศพบ้านพ่อ

หนุ่มถูกแม่จ้างฆ่ารู้ว่าต้องตายสั่งเสียเมียไว้ศพบ้านพ่อ

หนุ่มถูกแม่จ้างฆ่ารู้ว่าต้องตายสั่งเสียเมียไว้ศพบ้านพ่อ

หนุ่มถูกแม่จ้างฆ่ารู้ว่าต้องตายสั่งเสียเมียไว้ศพบ้านพ่อ

หนุ่มถูกแม่จ้างฆ่าหวังฮุบที่ดิน รู้ตัวตลอดว่าต้องตาย สั่งเสียเมียหากเป็นอะไรไปเอาศพไว้บ้านพ่อ ที่กระบี่ ด้านเมีย-ญาติ ผวาหนักหวั่นถูกตามเก็บ ขณะที่ตำรวจนำตัวแม่-ทีมฆ่าไปฝากขังศาลพร้อมคัดค้านการประกันตัว
เสาร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2562 เวลา 17.25 น.
จากกรณีคนร้ายดักซุ่มยิง นายกนกพล รัตนพันธุ์ อายุ 31 ปี บ้านเลขที่ 137 หมู่ 8 ต.ห้วยนาง อ.ห้วยยอด จ.ตรัง จนเสียชีวิตคาบ้านต่อหน้าภรรยา เหตุเกิดเมื่อวันที่ 21 พ.ย. 61 ที่ผ่านมา โดยสาเหตุมาจากความขัดแย้งภายในครอบครัวเกี่ยวกับที่ดิน  กระทั่งต่อมาวันที่ 30 ม.ค. ศาลจังหวัดตรังได้ออกหมายจับกลุ่มผู้ต้องหาที่ร่วมกันก่อเหตุ รวม 6 คน ประกอบด้วย 1.นางกมลฉัตร รัตนตรัง อายุ 52 ปี ซึ่งเป็นแม่แท้ๆของนายกนกพล ตกเป็นผู้ต้องหาในฐานะผู้จ้างวานฆ่า 2.นายณรงค์ สีตอง อายุ 45 ปี มือปืน 3.นายธานินทร์ สรเสนีย์ อายุ 37 ปี มือปืน 4.นายทวีพร มีสุข อายุ 38 ปี 5.น.ส.พัสวีร์ รัตนตรัง อายุ 47 ปี และ 6.นายวรรณะ ธนยาฒย์วงศ์ อายุ 52 ปี เบื้องต้นทั้งหมดยังให้การปฏิเสธ  ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 2 ก.พ.น.ส.วิภาวดี  ชัยเพชร ภรรยาของ นายกนกพล กล่าวกับ ”เดลินิวส์ออนไลน์” ว่า  สาเหตุการที่สามีถูกสังหาร เชื่อว่ามาจากปัญหาที่ดินแน่นอน เพราะวันเกิดเหตุ สามีได้ปรารภเลยว่า ตนเองน่าจะเสียชีวิตในไม่ช้าแน่นอน เพราะรู้มาตลอดเรื่องความขัดแย้งที่ดิน พร้อมกับสั่งว่าถ้าตายก็ให้นำศพไปทำพิธีที่บ้านพ่อใน จ.กระบี่  น.ส.วิภาวดี กล่าวอีกว่า ตอนนี้ตนและญาติๆก็อยู่ในอาการหวาดผวาอย่างหนัก เกรงว่าจะถูกตามฆ่า เมื่อสามีเสียชีวิตทำให้ตอนนี้ชีวิตลำบากมาก เพราะมีลูกสามคนต้องเลี้ยงดู และขาดสามีที่เป็นเสาหลักของครอบครัว ตัวเองก็เป็นโรคหัวใจ มดลูกอักเสบ ต้องวิ่งเข้าวิ่งออกโรงพยาบาลตลอด ขาดรายได้ ยิ่งตอนนี้ยังทำใจไม่ได้กับการจากไปของสามี ทำให้อาการป่วยทรุดหนัก เนื่องจากความเครียด ภาพยังติดตา ตอนแรกคนร้ายพยายามยิงตนด้วย แต่ทางสามีตะโกนล่อ สุดท้ายสามีก็โดนยิงเสียชีวิต ขณะที่ความคืบหน้าด้านคดี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้ พนักงานสอบสวน สภ.ห้วยยอด ได้คุมตัว นางกมลฉัตร นายทวีพร และ นายวรรณะ ไปฝากขังที่ศาลจังหวัดตรัง พร้อมกับคัดค้านการประกันตัว ขณะที่ผู้ต้องหาอีก 3 คน คือ นายธานินทร์ นายณรงค์ และ น.ส.พัสวีร์ ยังสอบปากคำไม่เสร็จ ซึ่งหากสอบปากคำเสร็จสิ้น จะมีการนำตัวฝากขังศาลต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.dailynews.co.th

Read more
ลุง67วิ่งหนีคมกระสุนปืนปมสังหารเดือด

ลุง67วิ่งหนีคมกระสุนปืนปมสังหารเดือด

ลุง67วิ่งหนีคมกระสุนปืนปมสังหารเดือด

ลุง67วิ่งหนีคมกระสุนปืนปมสังหารเดือด

ลุง67วิ่งหนีคมกระสุนปืนปมสังหารเดือด

เมื่อวันที่ 3 ก.พ. ร.ต.ท.เรืองศักดิ์ ชาติสุขศิริเดช รอง สว.(สอบสวน) สภ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี ได้รับแจ้งเหตุมีผู้ถูกยิงเสียชีวิต ที่บริเวณถนนสายชนบท หมู่ 1 ต.บ้านกลาง  อ.ปะนาเระ จึงนำกำลังไปตรวจสอบพบ นายดาโอ๊ะ มามะ อายุ 67 ปี ถูกยิงด้วยปืนไม่ทราบขนาดเข้าที่ลำตัวจำนวน 3 นัด สอบสวนทราบว่าก่อนเกิดเหตุผู้ตายมาเดินเล่นออกกำลังกายที่บริเวณดังกล่าว กระทั่งถูกคนร้ายไม่ทราบจำนวนดักซุ่มดูอยู่ เมื่อสบโอกาสจึงชักปืนยิงเข้าใส่แต่ไม่โดน ตอนแรกนายดาโอ๊ะ พยายามจะวิ่งหนี แต่ด้วยอายุมากแล้วเลยพลาดถูกยิงจนเสียชีวิต เบื้องต้นเจ้าหน้าที่พุ่งปมขัดแย้งเรื่องส่วนตัวหรือโยงการเมืองท้องถิ่น เนื่องจากผู้ตายเป็นที่รู้จักของชาวบ้าน แต่ถึงอย่างไรยังคงไม่ตัดประเด็นเรื่องการก่อเหตุความไม่สงบ ขณะนี้กำลังรอตรวจสอบพยานหลักฐานต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา  https://www.dailynews.co.th

Read more
คนชราบุรีรัมย์ผวาปนงง

คนชราบุรีรัมย์ผวาปนงง

คนชราบุรีรัมย์ผวาปนงง

คนชราบุรีรัมย์ผวาปนงง

 

คนชราบุรีรัมย์ผวาปนงง

! โจรโม่งบุกถึงบ้าน’ไหว้ก่อนไถ’
ชายปริศนาสวมไอ้โม่งขี่จยย.ตระเวนไปตามหมู่บ้าน เขต อ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์ ทำทีเข้าไปยกมือไหว้ตีสนิทคนชรา ก่อนขู่ไถเงินดื้อๆ หลายคนงงแต่ไม่กล้าขัดหวั่นอันตราย แห่แจ้งความวอนตำรวจตามจับตัว

เมื่อวันที่ 2 ก.พ  ผู้สื่อข่าวเดินทางไปตรวจสอบที่บ้านเลขที่ 75/2 หมู่ 10 บ้านคูขาด ต.คูเมือง อ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์ หลังได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้าน ต.คูเมือง ว่า มีหญิงสูงอายุในสองหมู่บ้าน ถูกชายแปลกหน้าสวมไอ้โม่ง บุกเข้าในบ้านข่มขู่เอาเงินหลายราย โดยพบ นางทองสุข อินทรพันธุ์ อายุ 79 ปี กำลังนั่งเลี้ยงหลานวัย 2 ขวบ อยู่หน้าบ้าน พร้อมเปิดเผยว่า ช่วงเย็นเมื่อวันที่ 25 ม.ค.ที่ผ่านมา ได้มีชายรูปร่างผอมสูง อายุประมาณ 25-30 ปี สวมเสื้อปิดมิดชิดปิดบังใบหน้าโดยการสวมหมวกไอ้โม่งเข้ามาในบ้าน ทำทีชวนคุยมาสอบถามเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับครอบครัวกับตน จากนั้นถามว่า ในกระเป๋ามีเงินติดตัวเท่าไหร่ ให้เอามาทั้งหมด ตนเลยรู้สึกเอะใจและกลัว เพราะไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ประกอบกับสวมหมวกไอ้โม่งเชื่อว่าไม่มาดี จึงบอกว่ามีเงินบ้างนิดหน่อย เหลือจากรับเงินเบี้ยคนชรามา ประมาณ 600 บาท ชายคนดังกล่าวก็พูดว่า “เอามาให้หมด” จึงเปิดกระเป๋าเอาเงินที่มีอยู่ให้ทั้งหมด 600 บาท เพราะเกรงจะไม่ปลอดภัย ถึงแม้ชายคนนั้นจะมาไหว้และพูดดีก็ตาม

ขณะที่ นางทองด้วง กิตรัมย์ อายุ 66 ปี บ้านเลขที่ 191 หมู่ 6 บ้านคูเมือง ต.คูเมือง ผู้เสียหายอีกราย เล่าว่า ขณะตนกำลังนั่งอยู่ภายในบ้าน จู่ๆ ก็มีชายแปลกหน้า สวมไอ้โม่งเข้ามาในบ้านถามหาตาไปไหน แล้วมาขอหมวกกันน็อค จากนั้นคนร้ายได้ถามเอาเงิน มีเท่าไหร่เอามาให้หมด ซึ่งขณะนั้นตนอยู่คนเดียว ถ้าไม่ให้ก็กลัวจะโดนทำร้าย จึงไหวตัวทัน โดยอ้างบอกคนร้ายไปว่าทั้งเนื้อทั้งตัวมีเงินอยู่ไม่ถึง 200 หากบอกว่ามีเยอะตนก็จะเสียเงินหมดตัวแน่ เพราะคนร้ายจะเอาเงินที่มีติดตัวทั้งหมด ตนก็เลยยอมให้คนร้ายไป โดยคิดว่าให้เงินไปดีกว่าโดนทำร้าย พอคนร้ายได้เงินพร้อมหมวกกันน็อกก็รีบขี่รถออกจากบ้านไปอย่างรวดเร็ว       นอกจากนี้ นางพรรณี อ่อนรัมย์ อายุ 70 ปี ผู้สูงอายุบ้านใกล้กันกับ นางทองด้วง ระบุว่า อยากให้ทางตำรวจจัดสายตรวจมาช่วยสอดส่องดูแล ความปลอดภัยให้ชาวบ้านในเวลากลางวัน ซึ่งเป็นเวลาที่คนร้ายลงมือก่อเหตุ โดยเฉพาะพื้นที่ที่โดนคนร้ายก่อเหตุห่างจาก สภ.คูเมืองแค่ 500 เมตร ซึ่งถือว่าอุกอาจ จึงอยากให้จับตัวคนร้ายมาดำเนินคดี เพราะมีผู้เสียหายหลายรายที่โดนคนร้ายคนเดียวกันก่อเหตุในลักษณะนี้ อย่างไรก็ดี มีผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความไว้แล้วที่ สภ.คูเมือง แต่ยังจับกุมตัวยังไม่ได้.
ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.dailynews.co.th

Read more

รวบหนุ่มก่อสร้างซุกยาบ้า

รวบหนุ่มก่อสร้างซุกยาบ้า

รวบหนุ่มก่อสร้างซุกยาบ้า

รวบหนุ่มก่อสร้างซุกยาบ้า

โคตรดุ ตร. รวบหนุ่มก่อสร้าง ซุกยาบ้า เจอกัดสู้เจ็บ 4 นาย รับเพิ่งเสพมา

ตำรวจบุกจับ หนุ่มก่อสร้าง พกยาบ้า 200 เม็ด เจ้าตัวต่อสู้ขัดขืน ใช้ปากกัดเจ็บ 4 นาย ก่อนถูกรวบทุลักทุเล อ้างไม่ใช่เจ้าของ แต่รับเสพยาบ้ามา …

เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 28 ม.ค.62 พ.ต.ต.ภัทรรินทร์ สุทธิภัทรธรรม สวป. สภ.เมืองนครศรีธรรมราช สืบทราบว่า นายพิเชษฐ์ หรือ อ้วน สันติวัฒน์อนุชิต อายุ 42 ปี อาชีพรับจ้างก่อสร้าง มีพฤติการณ์ลักลอบขายยาบ้าให้กับวัยรุ่นในพื้นที่ ต.นาทราย มานานแล้ว จึงพร้อมด้วย ร.ต.อ.บัญญัติ ณ นคร รอง สวป.สภ.เมืองนครศรีธรรมราช กำลังตำรวจชุด ชป.ปปส. งานป้องกันปราบปราม สภ.เมืองฯ ไปตรวจสอบ

พบนายพิเชษฐ์ กำลังถือห่อยาบ้า ยืนอยู่หน้าตู้เอทีเอ็ม บริเวณหน้าตลาดช้อย ริมถนนเบญจมฯ-บางปู หมู่ 1 ต.นาทราย ด้วยท่าทางมีพิรุธ ร.ต.อ.บัญญัติ และพวกจึงได้แสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อขอตรวจค้น ปรากฏว่านายพิเชษฐ์กลับไม่ยอมให้ตรวจค้น และพยายามวิ่งหลบหนี

จึงถูก ร.ต.อ.บัญญัติ และพวกรวม 4 นาย กอดรัดฟัดเหวี่ยงอยู่นาน แต่นายพิเชษฐ์ ก็ยังไม่ยอมให้จับกุม พยายามขัดขืนต่อสู้ โดยใช้ฟันกัดแขนและมือของเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกคนที่เข้าไปจับกุม จนได้รับบาดเจ็บที่แขนและมือ เลือดไหลซิบๆ ไปจำนวน 4 นาย คือ ร.ต.อ.บัญญัติ ณ นคร อายุ 40 ปี, ร.ต.อ.สุเทพ พุธทรา อายุ 59 ปี, ด.ต.ปิติพล ธรรมโชติ อายุ 40 ปี และ ด.ต.เคมสันต์ รามแก้ว อายุ 40 ปี ก่อนมีกำลังตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบนับสิบนายมาช่วยกันจับตัว นายพิเชษฐ์ ไว้ได้อย่างทุลักทุเล   จากนั้นเจ้าหน้าที่ค้นตัว นายพิเชษฐ์ พบของกลางยาบ้า 200 เม็ด แต่นายพิเชษฐ์ อ้างว่า ยาบ้าดังกล่าวไม่ใช่ของตน แต่ยอมรับว่าเพิ่งเสพยาบ้ามา อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังไม่ปักใจเชื่อเพราะมีชาวบ้านแจ้งว่า นายพิเชษฐ์ มีพฤติกรรมขายยาบ้าให้กับวัยรุ่นในพื้นที่มานานแล้ว จึงวางแผนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบเฝ้าติดตามพฤติกรรม กระทั่งแน่ชัดจึงแสดงตัวเข้าจับกุมบริเวณหน้าตู้เอทีเอ็มภายในตลาดช้อย ได้พร้อมของกลางยาบ้าสีส้มบรรจุถุงใสรวม 200 เม็ด กำแน่นอยู่ในมือ ต่อมาคุมตัวนายพิเชษฐ์ ส่ง พงส.สภ.เมืองนครศรีธรรมราช ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา  https://www.thairath.co.th

Read more