ขับรถบ้านตระเวนเที่ยวรอบโลกซึ้งน้ำใจคนไทย

ขับรถบ้านตระเวนเที่ยวรอบโลกซึ้งน้ำใจคนไทย

ขับรถบ้านตระเวนเที่ยวรอบโลกซึ้งน้ำใจคนไทย

ขับรถบ้านตระเวนเที่ยวรอบโลกซึ้งน้ำใจคนไทย

ขับรถบ้านตระเวนเที่ยวรอบโลกซึ้งน้ำใจคนไทย 4 นักท่องเทียวพ่อแม่ลูกชาวอาร์เจนตินาขับรถเที่ยวรอบโลก มาถึงไทยรถเกิดเสียที่อยุธยา และเกิดความประทับใจคนไทยช่วยซ่อมให้ฟรี บอกคนไทยน่ารัก ยิ้มสยามน้ำใจงามดีกว่าทุกประเทศที่เที่ยวชม

อาสาสมัครกู้ภัยอยุธยาได้นำเครื่่องมืออุปกรณ์การซ่อมรถมาช่วยกันซ่อมรถบ้านของครอบครัวนักท่องเที่ยวชาวอาร์เจนตินา 4 คน ที่พากันขับรถบ้านตะเวนเที่ยวรอบโลกจนมาถึงประเทศไทย แล้วรถเกิดเสียที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ถนนอู่ทอง ตำบลท่าวาสุกรี อำเภอพระนครศรีอยุธยา จนทราบว่ารถเสียเพราะเพลาขับล้อหน้าด้านขวาหักไม่สามารถเดินทางต่อได้จากนั้นจึงให้รถยกมาลากไปเปลี่ยนอะไหล่

โดยเหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้นักท่องเที่ยวชาวอาร์เจนตินา มีนายเอนั่น โรเบริดอายุ 45 ปี และนางเปาร่า อายุ 36 ปี สองสามีภรรยา พร้อมด้วยลูกสาววัย 5 ขวบ และ 3 ขวบ รู้สึกซาบซึ่งใจเป็นอย่างมากที่คนไทยมีน้ำใจช่วยเหลือ ไม่เรียกร้องเงินทองค่าใช้จ่าย แถมยังส่งยิ้มทักทายเป็นกันเอง แม้สื่อภาษากันไม่รู้เรื่อง แต่ก็ยังช่วยเหลือดูแลช่วยเหลือกันอย่างเต็มที่

สำหรับนายเอนั่น และครอบครัวเป็นนักเดินทางรอบโลกมีจุดมุ่งหมายเพื่อหาประสบการณ์ โดยการขับรถบ้านตะเวนเที่ยวให้รอบโลกในระยะเวลา 3 ปี ขณะนี้เดินทางผ่านมาแล้ว 18 ประเทศ ออกจากบ้านเกิดประเทศอาร์เจนตินาเมื่อเดือนมีนาคม 2560 และเมื่อเดินทางผ่านประเทศไหนจะนำธงประเทศนั้นติดไว้ข้างรถ เพื่อแสดงเป็นสัญลักษณ์การเดินทางผ่านมาถึง

ขอบคุณแหล่งที่มา http://news.ch3thailand.com

Read more
นักศึกษาสาวซิ่งเก๋งชนต้นไม้พุ่งตกคูน้ำ

นักศึกษาสาวซิ่งเก๋งชนต้นไม้พุ่งตกคูน้ำ

นักศึกษาสาวซิ่งเก๋งชนต้นไม้พุ่งตกคูน้ำ

นักศึกษาสาวซิ่งเก๋งชนต้นไม้พุ่งตกคูน้ำ

นักศึกษาสาวซิ่งเก๋งชนต้นไม้พุ่งตกคูน้ำ

เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองลำปาง พร้อมเจ้าหน้าที่กู้ภัย และแพทย์เวร รพ.ลำปาง เดินทางไปตรวจสอบ หลังรับแจ้งว่าเกิดอุบัติเหตุ มีรถยนต์พุ่งตกลงคูน้ำแล้วพลิกคว่ำ มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตหลายราย เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ ริมถนนไฮเวย์สาย ลำปาง-งาว ชาเข้าเมืองลำปาง เลยปากทางเข้า วัดม่อนเขาแก้ว ขาเข้าเมืองลำปาง ตำบลพิชัย เมืองลำปางมาเล็กน้อย

เจ้าหน้าที่พบรถเก๋งสีดำ สภาพรถพังยับ ตัวรถเก๋งพุ่งตกลงไปในคูน้ำ สภาพพลิกคว่ำหงายท้องลอยชี้ฟ้า ตรวจสอบภายในรถพบผู้ได้รับบาดเจ็บ เป็นหญิงทั้งหมด 3 ราย นำส่งโรงพยาบาลลำปางทันที และในรถยังพบศพผู้เสียชีวิตเป็นหญิง 2 ราย ศพคาอยู่บริเวณหลังพวงมาลัยและที่เบาะด้านหน้า เจ้าหน้าที่ใช้เครื่องตัดถ่างนำศพออกมาจากรถ

จากการสอบถามผู้เห็นเหตุการณ์ บอกว่า พบเห็นรถเก๋งคันดังกล่าวขับอยู่ด้านหน้ารถตนเอง มาด้วยความเร็วสูง ประมาณ 110 กม. อยู่ดีก็เสียหลักพุ่งไปชนต้นไม้ 2 ต้นแล้วรถพลิกคว่ำเสียหลักพุ่งลงคูน้ำ จากนั้นตนเองจึงจอดรถและพยายามจะช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมด และตนเองจึงรีบกดโทร 191 แจ้งเหตุดังกล่าว ไม่นานนักเจ้าหน้าที่และชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ ช่วยเหลือ คนเจ็บ 3 คน ที่รอดตาย ออกมาได้อย่างปลอดภัย ทราบว่าหญิงสาวทั้งหมด 5 ราย ที่มีทั้งคนเจ็บและตาย เป็นนักศึกษาวิทยาลัย ชั้น ปวส.แห่งหนึ่งใน จ.ลำปาง ไปกินเลี้ยงฉลองกันมา

สอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ตายที่เป็นคนขับรถคือ นางสาว ชไมพร นั้น ขับรถเก๋งคันดังกล่าว หลังจากไปกินเลี้ยงฉลองกัน และไปส่งเพื่อนที่หมู่บ้านประตูม้า อ.เมือง จ.ลำปาง แล้วขากลับได้ขับรถพาเพื่อนสาวทั้งหมดในรถ รวม 5 คน มาตามถนน สายลำปาง-งาว จะเดินทางกลับหอพัก ปรากฏว่าช่วงที่ขับรถมาอยู่ดีๆ รถก็เกิดเสียหลักพุ่งไปชนต้นไม้ 2 ต้น และพลิกคว่ำตกไปในคูน้ำริมถนน อย่างไรก็ตามสาเหตุที่แท้จริงเจ้าหน้าที่จะได้สอบสวนต่อไป i99bet

ขอบคุณแหล่งที่มา http://news.ch3thailand.com…

Read more
ไอ้โม่งติดป้ายไวนิลขนาดใหญ่

ไอ้โม่งติดป้ายไวนิลขนาดใหญ่

ไอ้โม่งติดป้ายไวนิลขนาดใหญ่

ไอ้โม่งติดป้ายไวนิลขนาดใหญ่

ไอ้โม่งติดป้ายไวนิลขนาดใหญ่ โผล่เเล้วมือติดป้ายทวงหนี้อดีต ผอ.เปิดใจถูกเบี้ยวค่าจ้างก่อสร้างปรับปรุงโรงเรียน 5 ล้านบาท

จากกรณีมีคนสวมหมวกไอ้โม่งนำป้ายไวนิลขนาดใหญ่ ซึ่งมีข้อความคล้ายกับเป็นการทวงหนี้ระบุว่า”ผอ.สั่งทำงาน งานเสร็จ ไม่มีเงินจ่าย ใครจะรับผิดชอบ”และ”ผอ.เห็นพวกเราเป็นคนมั้ย สงสารพวกเราบ้างหรือเปล่า”มาติดไว้บนสะพานลอยบริเวณหน้าโรงเรียนกาฬสินธุ์พิทยาสรรพ์ ซึ่งอยู่ใจกลางเมืองกาฬสินธุ์นั้นi99bet

ล่าสุด ป้ายดังกล่าวมีคนปลดออกแล้ว ซึ่งผู้สื่อข่าวได้ติดต่อไปยังผู้รับเหมาคือ นางวิจิตรา บุญรัตน์ อายุ 51 ปี ซึ่งยอมรับว่าเป็นผู้นำป้ายข้อความดังกล่าวมาติดไว้บนสะพานลอยจริง เนื่องจากต้องการขอความเป็นธรรมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการ และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หลังจากตนเป็นหนึ่งในผู้รับเหมาที่ถูกอดีต ผอ.โรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ ว่าจ้างให้ก่อสร้างปรับปรุงโรงเรียนจนแล้วเสร็จหลายโครงการ แต่ไม่ยอมจ่ายเงินจำนวน 5,200,000 บาท จนทำให้ครอบครัวเป็นหนี้สิน ที่นาถูกยึดไม่มีเงินจ่ายค่าแรงคนงาน ซึ่งเวลาผ่านมานานกว่า 3 ปีแล้ว แต่ยังไม่ได้รับเงิน จึงต้องการให้สังคมรับทราบข้อเท็จจริง โดยนางวิจิตรา กล่าวทั้งน้ำตาว่า ยอมรับว่าเป็นผู้ที่นำป้ายข้อความดังกล่าวไปติดไว้บนสะพานลอยจริง เนื่องจากตนเองหมดหนทางที่จะต่อสู้แล้ว และไม่รู้ว่าจะหันหน้าไปพึ่งใคร อีกทั้งยังเกิดความคับแค้นใจอย่างมาก หลังจากเมื่อปี 2558 ตนได้ทำงานก่อสร้างให้กับโรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ จนแล้วเสร็จหลายโครงการ แต่กลับถูกอดีตผู้อำนวยการ ซึ่งปัจจุบันทราบว่าย้ายมาเป็น ผอ.โรงเรียนแห่งหนึ่งในตัวเมืองกาฬสินธุ์ ไม่ยอมจ่ายค่าจ้างให้กับตนจำนวน 5,200,000 บาท ทำให้ตนต้องนำที่นา บ้าน และที่ดินไปจำนองกับธนาคาร เพื่อนำเงินมาจ่ายค่าแรงคนงานกว่า 40 ชีวิต จ่ายค่าวัสดุก่อสร้างให้กับร้านค้าที่ได้นำวัสดุมาทำงานก่อสร้าง และจ่ายดอกเบี้ยที่ไปกู้ยืมมา นางวิจิตรา กล่าวอีกว่า ตนเป็นเพียงผู้รับเหมาเล็กๆทำงานก่อสร้างโครงการเล็ก ๆ หาเช้ากินค่ำ และต้องดูแลชีวิตคนงานกว่า 40 คน แต่กลับมาถูกรังแก ซึ่งเรื่องดังกล่าวที่ผ่านมาตนได้เข้าขอความเป็นธรรมให้ช่วยเหลือไปยังหลายหน่วยงาน เดินทางไปจนถึงสำนักนายกรัฐมนตรีแล้ว ซึ่งมีเพียงผู้ว่าราชการ จ.กาฬสินธุ์ และสำนักงานยุติธรรม จ.กาฬสินธุ์เท่านั้นที่ให้การช่วยเหลือ โดยการช่วยเหลือเรื่องทนายความสู้คดีและดำเนินการด้านกฎหมายในการฟ้องศาลปกครอง ซึ่งจะต้องใช้เวลานาน ส่วนหน่วยงานที่เป็นต้นสังกัดของโรงเรียนดังกล่าวทั้ง สพม.24 และสำนักงานศึกษาธิการ จ.กาฬสินธุ์ ยังไม่ได้ดำเนินการช่วยเหลือแต่อย่างใด จนเวลาผ่านล่วงเลยมาแล้วมากกว่า 3 ปี ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข จนทำให้ขณะนี้ครอบครัวของตนเป็นหนี้เป็นสินท่วมหัวไป ดังนั้นจึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรวงศึกษาธิการ และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เข้ามาแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้ด้วย เพราะเป็นความเดือดร้อนของประชาชน และหากปล่อยไว้ บ้าน ที่ดิน รวมทั้งทรัพย์สินต่าง ๆ ที่สร้างด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนมาทั้งชีวิต คงจะถูกธนาคารยึดไปเหมือนที่นาอย่างแน่นอน    ด้านนายเอกรักษ์ สารปรัง ผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่ง อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ยอมรับว่าโรงเรียนเป็นหนี้ผู้รับเหมาจริง ซึ่งเป็นค่าก่อสร้างจำนวนเงินประมาณ 15 ล้านบาท โดยเรื่องดังกล่าวเป็นโครงการที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2558 ตั้งแต่ผู้อำนวยการคนเก่า ส่วนตนนั้นได้เข้ามารับตำแหน่งเมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายน 2559 ซึ่งเมื่อปี 2558 ทางโรงเรียน โดยผู้อำนวยการคนเก่าได้ว่าจ้างช่างทำรับเหมาประมาณ 10 รายมาปรับปรุงโรงเรียนหลายโครงการ เป็นเงินกว่า 15 ล้านบาท แต่เมื่องานเสร็จแล้ว ซึ่งเกินงบประมาณ จึงไม่มีเงินจ่าย จนทำให้ผู้รับเหมาไปร้องเรียนที่ศูนย์ดำรงธรรม จ.กาฬสินธุ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาที่ 24 และล่าสุดไปติดป้ายทวงเงินที่บนสะพานลอยกลางเมืองกาฬสินธุ์ นายเอกรักษ์ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้หลังจากเกิดเรื่องขึ้นทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 24 ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบแล้ว และทางโรงเรียนก็พยายามใช้จ่ายอย่างประหยัด เพื่อที่จะนำเงินที่เหลือจากโครงการต่างๆทยอยใช้หนี้ให้กับผู้รับเหมาปีละประมาณ 1 ล้านบาท ตามสัดส่วนของแต่ละราย ทั้งนี้เนื่องจากทางโรงเรียนมีงบประมาณแต่ละปีประมาณ 8 ล้านบาท ซึ่งจะต้องนำไปพัฒนาการเรียนการสอนและคุณภาพด้านการศึกษาเป็นหลัก เพื่อไม่ให้กระทบกับเด็กนักเรียน ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง จึงมีจำเป็นที่จะต้องทยอยใช้หนี้ได้เพียงปีละ 1 ล้านบาท   อย่างไรก็ตามในปี 2562 นี้ทางโรงเรียนกำลังปรึกษากับคณะกรรมการโรงเรียน เพื่อที่จะเพิ่มการใช้หนี้เป็น 1.5 ล้านบาท เนื่องจากมีความเห็นใจผู้รับเหมาที่ก่อสร้างทำงานเสร็จแล้วกลับไม่ได้เงิน และพยายามมาทวงถามพูดคุยหลายคนถึงกับร้องไห้ แต่ทางโรงเรียนก็ยืนยันว่าสามารถจ่ายได้แค่นี้ เพราะหากจ่ายมากกว่านี้จะทบต่อการพัฒนาด้านการศึกษาของนักเรียน

ขอบคุณแหล่งที่มา http://news.ch3thailand.com…

Read more
หนุ่มใหญ่เผลอทิ้งเงินลงถังขยะได้เงินคืนแล้ว

หนุ่มใหญ่เผลอทิ้งเงินลงถังขยะได้เงินคืนแล้ว

หนุ่มใหญ่เผลอทิ้งเงินลงถังขยะได้เงินคืนแล้ว

หนุ่มใหญ่เผลอทิ้งเงินลงถังขยะได้เงินคืนแล้ว

หนุ่มใหญ่เผลอทิ้งเงินลงถังขยะได้เงินคืนแล้ว สองสามีภรรยา ที่เผลอทิ้งเงินหนึ่งหมื่นบาท ลงถังขยะในห้าง ไปพร้อมกับขยะที่เก็บมาจากในรถ โชคดีที่ห้างมีกล้องวงจรปิด และบันทึกภาพของชายต้องสงสัยที่คาดว่าจะเก็บเงิน 10,000 บาท นั้นไป จนตำรวจออกหมายเรียกบุคคลในภาพ ล่าสุดมีการนำเงินมาคืนให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียบร้อยแล้ว

เหตุเกิดเมื่อเย็นวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา นายพิสันต์ แสงจันทร์ พร้อมด้วยภรรยา ไปที่ห้างแห่งหนึ่งในจังหวัดปทุมธานี เพื่อที่จะโอนเงิน 10,000บาท ให้ลูก เป็นค่าเทอม แต่ก่อนลงจากรถ ได้เก็บขยะในรถไปทิ้งในถังขยะของห้าง โดยไม่รู้ว่ามีเงินก้อนนั้นติดไปด้วย พอจะโอนเงินก็หาเงินไม่เจอ ไปดูที่รถก็ไม่มี นึกขึ้นได้ว่าคงติดไปกับขยะ ก็ไปค้นในถังขยะก็ไม่เจออีก ก็เลยไปขอดูภาพในกล้องวงจรปิด ปรากฏว่า มีภาพของชายคนหนึ่ง สวมกางเกงขาสั้น เสื้อโปโล นำขยะไปทิ้งถังเดียวกับที่นายพิสันต์ทิ้ง แล้วก็ก้มหยิบอะไรบางอย่างจากถังขยะ ใส่กระเป๋ากางเกงแล้วเดินเข้าไปในห้าง สองสามีภรรยา จึงนำภาพไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองปทุมธานี โดยขอให้คนที่นำเงินไป นำมาคืนแล้วจะไม่เอาเรื่อง ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐาน จนทราบว่าเป็นพนักงานของบริษัทแห่งหนึ่ง อายุ 38 ปี จึงได้ออกหมายเรียกให้มาพบพนักงานสอบสวน ล่าสุดบุคคลในภาพได้มาพบเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมกับคืนเงินสด 10,000 บาท แล้ว ตำรวจจึงแจ้งไปยังสองสามีภรรยา เจ้าของเงินให้มารับเงินคืน ซึ่งสร้างความดีใจให้กับนายพิสันต์ และภรรยาอย่างมาก พร้อมกับเตือนเป็นอุทาหรณ์ให้คนอื่นๆ ระมัดระวังด้วย

สำหรับคนที่เก็บเงินไป แม้จะอ้างว่าติดงานจึงยังไม่ได้นำเงินที่เก็บได้มาส่งคืน แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อหา เก็บทรัพย์สินได้แล้วไม่ส่งคืนเจ้าของ ซึ่งวันนี้จะมีการนำตัวส่งฟ้องศาล ซึ่งโทษความผิดก็แล้วแต่ศาลจะพิจารณา

ขอบคุณแหล่งที่มา http://news.ch3thailand.com

Read more
กระบะแซงทางโค้งพุ่งข้ามเลนประสานงาดับคารถ

กระบะแซงทางโค้งพุ่งข้ามเลนประสานงาดับคารถ

กระบะแซงทางโค้งพุ่งข้ามเลนประสานงาดับคารถ

กระบะแซงทางโค้งพุ่งข้ามเลนประสานงาดับคารถ

กระบะแซงทางโค้งพุ่งข้ามเลนประสานงาดับคารถ

ที่ถนนสายเลี่ยงเมือง หมู่ 6 ต.หนองปลิง อ.เมือง จ.กำแพงเพชร เกิดอุบัติเหตุรถกระบะประสานงากันอย่างจัง พังยับทั้งคู่และมีผู้เสียชีวิต 1 คน ร่างกระเด็นออกมาอยู่นอกรถ คือ นายปกรณ์ มาอินทร์ อายุ 37 ปี ซึ่งเป็นคนขับกระบะสีบรอนซ์เงิน ส่วนคนขับรถกระบะสีขาว คือ นายนภดล บุญเกิด อายุ 43 ปี ปลอดภัย ยืนรอให้การกับตำรวจอยู่ในที่เกิดเหตุเบื้องต้น ทราบว่า นายนภดล ขับรถจากกำแพงเพชรจะกลับ จ.ตาก เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุเป็นทางโค้งรถคู่กรณีได้ขับมาอย่างเร็ว และแซงรถคันหน้าจึงทำให้รถเสียหลักลอยทั้งคันแล้วพุ่งเข้ามาชนของเขาเต็มแรงและเสียชีวิต

ขอบคุณแหล่งที่มา http://news.ch3thailand.com

Read more
ปริศนาศพชายต่างชาติ

ปริศนาศพชายต่างชาติ โดนยิงหัวเสียชีวิตกลางซอยสุขุมวิท 13

ปริศนาศพชายต่างชาติ เจ้าหน้าที่กู้ภัยรับแจ้งพบศพชายต่างชาติ ถูกยิงเสียชีวิตภายในซอยสุขุมวิท 13 ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด

ปริศนาศพชายต่างชาติ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้รับแจ้งเหตุคนยิงกันเสียชีวิต บริเวณซอยสุขุมวิท 13 จึงได้เดินทางเข้าไปตรวจสอบ เบื้องต้นพบศพชายชาวต่าง

ปริศนาศพชายต่างชาติ

นอนเสียชีวิตจมกองเลือดอยู่ สภาพศพสวมเสื้อยืดสีดำ กางเกงขาสั้นสีแดง ที่ศีรษะถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบชนิด ไม่พบสิ่งของหรือกระเป๋าเอกสารของผู้ตาย

จากการสอบถามประชาชนใกล้เคียงทราบว่า ก่อนเกิดเหตุได้ยินเสียงผู้เสียชีวิตทะเลาะและมีปากเสียงอยู่กับใครบางคนอยู่ หลังจากนั้นก็ได้ยิงเสียงดังคล้ายยิงปืน แล้วมาพบว่าถูกยิงเข้าที่ศีรษะเสียชีวิต ซึ่งขณะนี้ผู้ก่อเหตุได้หลบหนีไปพร้อมอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุ

เบื้องต้น ขณะนี้อยู่ระหว่างรอเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สน.ลุมพินี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบเหตุต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา       https://www.sanook.com

Read more
หนุ่มใหญ่ซิ่ง

หนุ่มใหญ่ซิ่ง จยย.ชนท้ายกระบะจอดข้างทาง-ซี่โครงหักดับคาที่

หนุ่มใหญ่ซิ่ง พ.ต.ท.สุชัย แสงส่อง สว.สอบสวน สภ.คลองหลวง รับแจ้งมีอุบัติเหตุ รถ จยย.ชนท้ายรถยนต์กระบะมีผู้เสียชีวิต

หนุ่มใหญ่ซิ่ง ในที่เกิดเหตุพบ รถ จยย.ยี่ห้อ ยามาฮ่า รุ่นจีที สีขาวไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนล้มคว่ำอยู่ด้านหน้ารถมีร่องรอยการชน ข้างกันพบผู้เสียชีวิต 1 ราย เป็นผู้ขับขี่ทราบชื่อต่อมา นายพิมพ์ อายุ 45 ปี มีบาดแผลที่หน้าท้องซี่โครงหัก

หนุ่มใหญ่ซิ่ง

ข้างกันพบรถยนต์ ยี่ห้อ อีซูซุ รุ่นดีแม็กซ์ สีดำแบบ 4 ประตู ทะเบียน 2กฉ-5614 กทม.จอดอยู่ริมทางที่ท้ายรถฝั่งขวาถูกชนจนไฟท้ายแตกได้รับความเสียหาย เศษชิ้นส่วนกระจัดกระจาย

ทางด้าน นายวัลลภ อายุ 53 ปี เปิดเผยว่า ขณะที่ตนเองมาจอดรถเพื่อซื้อน้ำดื่มจำนวน 2 ถัง ขณะนั้นยังไม่มืด ซึ่งตนเองกำลังนำน้ำจากร้านค้าขึ้นท้ายรถโดยเปิดสัญญาณไฟกะพริบไว้ จู่ๆ ก็มีรถ จยย. มาชนที่ท้ายรถอย่างแรง ซึ่งห่างตนเองไปอย่างฉิวเฉียดกระทั่งมีผู้เสียชีวิตจึงโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ

พ.ต.ท.สุชัย แสงส่อง สว.สอบสวน สภ.คลองหลวง เปิดเผยว่า ได้ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุพร้อมสอบปากคำผู้ขับขี่รถยนต์และพยาน เบื้องต้นพร้อมทั้งเชิญตัวไปทำการสอบปากคำเพิ่มเติม

และให้อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญูนำร่างผู้เสียชีวิตส่งสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เพื่อรอญาติรับศพกลับไปบำเพ็ญกุศลต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

Read more
กราบขอขมาแม่แฟน

กราบขอขมาแม่แฟน หนุ่มอ้างชวนเข้าป่ากลายเป็นศพ ปืนลั่นกิ่งไผ่เหนี่ยวไก

กราบขอขมาแม่แฟน ระหว่างทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ยืนยันไม่ได้ตั้งใจ ชวนเข้าป่าไปล่าสัตว์ เดินฝ่าดงกอไผ่ เกี่ยวเหนี่ยวไกปืนยิงแสกอกเสียชีวิตคาที่

กราบขอขมาแม่แฟน จากกรณีเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ร.ต.อ.สมใจ แก้วเขียว รองสว. (สอบสวน) สภ.หนองพอก จ.ร้อยเอ็ด รับแจ้งเหตุจากทีมกู้ชีพ อบต.ภูเขาทอง อ.หนองพอก จ.ร้อยเอ็ด ว่ามีบุคคลถูกอาวุธปืนลั่นเสียชีวิต บริเวณป่าไผ่ เชิงเขาภูขี้สูตร ม.2 บ้านหนองคำใหญ่ ต.ภูเขาทอง อ.หนองพอก จ.ร้อยเอ็ด โดยผู้ตายนอนเสียชีวิตอยู่ในที่เกิดเหตุ ต่อมาทราบชื่อคือ น.ส.นัดดา หรือ น้องป๊อบ อายุ 19 ปี

กราบขอขมาแม่แฟน

พ.ต.อ.ประสิทธิ์ จำปาทุม ผกก.สภ.หนองพอก พร้อม พ.ต.ท.รุ่งเรือง สลับสีรองผกก.สส.อ.หนองพอก เดินทางลงพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อติดตามความคืบหน้าในการติดตามจับกุมคนร้ายทำแผนประกอบคำสารภาพ และชี้จุดที่เกิดเหตุ ภายหลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมตัวคนร้ายในคดีนี้ คือ นายศักดิ์ดา อายุ 34 ปี ซึ่งได้นัดแฟนสาวไปนั่งห้างล่าสัตว์ป่า บนภูขี้สูตร กระทั่งเกิดเหตุปืนลั่นเจาะหน้าอกแฟนสาวตายคาที่ในป่าไผ่ เชิงเขาภูขี้สูตร

นายศักดิ์ดา ผู้ก่อเหตุ พาเจ้าหน้าที่ตำรวจไปชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ โดยอ้างว่า สาเหตุการเสียชีวิตของน้องป๊อปนั้น เกิดขึ้นจากตนแบกปืนแก็ปไว้บนบ่า และหันหันปากกระบอกปืนไปด้านหลัง จากนั้นขณะเดินผ่านป่าไปพบว่ามีกอไผ่ทึบ จึงต้องใช้วิธีโน้มตัวเคลื่อนที่ไป

ซึ่งขณะโน้มตัวลอดกอไผ่ ปรากฏว่ากิ่งไผ่เกี่ยวถูกนกปืนเป็นสาเหตุให้ปืนลั่นไปถูกหน้าอกของแฟนสาวที่กำลังเดินตามหลังมาอย่างกระชั้นชิด ก่อนจะสิ้นใจเสียชีวิตในที่เกิดเหตุทันที ซึ่งในระหว่างทำแผนประกอบคำรับสารภาพนั้น แม่ของผู้ตายเดินทางมาชมการทำแผนด้วย นายศักดิ์ดาจึงได้ขอมือขอขมาแม่ของ น.ส.นัดดา ในที่เกิดเหตุด้วย

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมกับ นายศักดิ์ดา ฐานนำเครื่องมือสำหรับล่าสัตว์หรือจับสัตว์ หรืออาวุธใดๆ เข้าไปในอุทยาน เนื่องจากในที่เกิดเหตุจะพบปืนของนายศักดิ์ดาแล้ว เจ้าหน้าที่ยังพบบ่วงดักสัตว์อีกด้วย

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

Read more
7 เคล็ดลับ

7 เคล็ดลับ ผิวขาวแบบธรรมชาติ ปลอดภัยได้ผลจริงวัยไหนก็ต้องการด้วยกันทั้งนั้น

7 เคล็ดลับ ผิวขาวกระจ่างใสเป็นสิ่งที่สาวๆไม่ว่าจะอยู่ในวัยไหนก็ต้องการด้วยกันทั้งนั้น การมีผิวขาวใสดูอ่อนเยาว์นอกจากจะทำให้น่ามองแล้วยังทำให้สาวๆมีความมั่นอกมั่นใจเป็นอย่างมาก

7 เคล็ดลับ ความสวยงามไม่เข้าใครออกใคร หากสาวๆ ท่านใดอยากมีผิวขาวใสแบบธรรมชาติไม่พึ่งสารเคมีที่เป็นอันตรายในบทความนี้จะเป็นทางออกที่ดีของคุณ

7 เคล็ดลับ

1.อย่าลืมทาครีมกันแดดทุกครั้ง

ไม่ว่าจะอยู่ในบ้านหรือออกไปข้างนอกอย่าลืมทาครีมกันแดด เพราะครีมกันแดดจะช่วยปกป้องผิวเราจากรังสีอัลตร้าไวโอเลต รังสีนี้มีทั้งจากดวงอาทิตย์ แสงทั้งจากหลอดไฟและหน้าจอมคอมพิวเตอร์ ดังนั้นสาวๆที่ไม่อยากผิวหมองคล้ำอย่าลืมทาครีมกันแดดเป็นประจำและเลือกให้เหมาะสมกับสภาพผิวด้วย

2.ขัดผิวอาทิตย์ละครั้ง

การขัดผิวจะช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไปช่วยเผยผิวใหม่ที่ดูขาวใสกว่าเดิม แต่การขัดผิวไม่จำเป็นต้องทำบ่อยๆเพราะจะรบกวนผิวหน้ามากเกินไปควรทำอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้งด้วยผักหรือผลไม้ที่มีวิตามินซี เช่น มะขาม มะนาว ขัดอย่างเบามือแล้วล้างออกให้สะอาด

3.อย่าปล่อยให้ผิวแห้ง หรือเหี่ยวย่น

ควรหมั่นดูแลด้วยการทาครีมบำรุงผิวเป็นประจำทั้งก่อนนอนและตอนเช้า ควรเลือกทาครีมที่มีส่วนผสมของอัลฟ่าอาร์บูติน การทาครีมบำรุงนอกจากจะช่วยให้ผิวขาวขึ้นแล้วยังทำให้ผิวดุสุขภาพดีเพราะเราเติมสารอาหารให้เป็นประจำ

4.บำรุงผิวด้วยวิตามินอีตอนก่อนนอน

ที่เลือกวิตามินอีตอนก่อนนอน เพราะวิตามินอีจะไวต่อแสงและเป็นน้ำมัน จึงควรใช้บำรุงผิวในตอนก่อนนอนจะเหมาะที่สุด อีกทั้งวิตามินอียังช่วยลดการเกิดริ้วรอย ลดรอยแผลจากสิง แถมยังทำให้ผิวชุ่มชื่นสวยเด้งขึ้นอีกด้วย

5.นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

การหลับพักผ่อนเป็นเหตุผลหลักๆของผิวสุขภาพดี เพราะตอนที่เราหลับร่างกายจะซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ หากเราหลับไม่เพียงพอนอกจากจะส่งผลต่อด้านสุขภาพร่างกายแล้ว ยังทำให้หน้าหมองคล้ำได้อีกด้วย

6.กินอาหารที่มีประโยชน์

เน้นผักผลไม้หรืออาหารที่มีเส้นใยและวิตามินซีและอีสูง อย่างเช่น มะเขือเทศ เมล็ดองุ่น ส้ม มะนาว เป็นต้น อาหารเหล่านี้จะช่วยให้ผิวสุขภาพดี ขาวสดใสจากภายในสู่ภายนอก แถมยังช่วยในระบบขับถ่ายให้ร่างกายสุขภาพดีขึ้นอีกด้วย

7.ดื่มน้ำสะอาดมากๆ

การดื่มน้ำเป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกายแถมยังส่งผลต่อผิวพรรณอีกด้วย จากการทดลองหลายครั้งพบว่า ผู้ดื่มน้ำสะอาดอย่างต่ำ 8 แก้วต่อวันจะช่วยให้ผิวพรรณผ่องใส สุขภาพดี และดูอ่อนกว่าวัย กว่าคนที่ไม่ค่อยได้ทานน้ำอย่างมาก

พื้นฐานของผิวขาวใสคือการมีผิวที่สุขภาพดี หากผิวขาวแต่ดูซีดๆหรือเหี่ยวย่นคงไม่เป็นที่ต้องการของสาวๆเป็นแน่ ลองนำเคล็ดลับเหล่านี้ไปใช้รับรองว่า สาวๆจะมีผิวขาวใสอย่างเป็นธรรมชาติแบบสุขภาพดี ขนาดไปไหนใครๆก็ทักว่าหน้าเด็กจัง

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

Read more
สูตรดีท็อกซ์ผม

สูตรดีท็อกซ์ผม ให้ผมสวยมีสุขภาพผมที่ดีรักผิว รักหุ่น แล้วอย่าลืมรักผม

สูตรดีท็อกซ์ผม รักผิว รักหุ่น แล้วอย่าลืมรักผม เพราะผมของเราที่ต้องเจอะเจอกับมลภาวะต่างๆ ไม่น้อยไปกว่าส่วนๆอื่นของร่างกาย

สูตรดีท็อกซ์ผม และนอกจากนี้ ยังต้องทนกับความร้อนจากเครื่องไดร์ผม หนีบผม หรือแม้แต่การทำลอนสารพัด เราจึงอยากนำเสนอสูตรดี

สูตรดีท็อกซ์ผม

ท็อกซ์ผมดีๆ ที่สามารถทำเองได้ง่ายๆที่บ้าน เพื่อให้ผมของเรากลับมามีสุขภาพดี อย่างที่ควรจะเป็น

1.ดีท็อกซ์ผมด้วยเบกกิ้งโซดา

ส่งที่ต้องเตรียม 1. เบกกิ้งโซดา 2. น้ำอุ่น

วิธีทำ ล้างผมด้วยน้ำธรรมดา หลังจากนั้นผสมเบกกิ้งโซดากับน้ำอุ่นที่เราเตรียมไว้ชโลมศีรษะและใช้นิ้วนวดวนให้ทั่วประมาณ 2 – 3 นาที ล้างออกด้วยน้ำสะอาด ลงครีมนวดเหมือนขั้นตอนปกติหลังสระผม เสร็จแล้วจึงล้างน้ำออก

ประโยชน์ น้ำอุ่นที่เราใช้เขาจะช่วยเปิดเกล็ดผม ทำให้เบกกิ้งโซดาสามารถเข้าชำระล้างสิ่งสกปรกที่ตกค้างอยู่กับผมได้เป็นอย่างดี ส่วนครีมนวดก็จะเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผม ทำให้ผมไม่แห้งเสีย สำหรับสาวๆผมมันสามารถดีท็อกซ์ผมด้วยวิธีนี้ได้อาทิตย์ละ 2 ครั้ง แต่สำหรับสาวๆ ผมแห้งไม่ควรทำเกินอาทิย์ละ 1 ครั้งนะคะ เพราะเบกกิ้งโซดาอาจจะทำให้ผมแห้งมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมได้ค่ะ

2.ดีท็อกซ์ผมด้วยน้ำผึ้ง

สิ่งที่ต้องเตรียม 1. น้ำผึ้งแท้ 1 ช้อนโต๊ะ 2. น้ำสะอาด ½ ถ้วย

วิธีทำ ล้างผมให้สะอาดด้วยน้ำธรรมดา ผสมน้ำผึ้งกับน้ำที่เตรียมไว้เมื่อเข้ากันเป็นเนื้อเดียวแล้ว ให้นำมาชโลมผมให้ทั่วศีรษะ ทิ้งไว้สักพัก แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น หรือน้ำอุณหภูมิปกติก็ได้ค่ะ

ประโยชน์ น้ำผึ้งจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผมได้อย่างเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ยังช่วยชะล้างสิ่งสกปรกที่ตกค้างจากมลภาวะต่างๆบนผมเราในคราวเดียวกัน ดังนั้นเราจึงสามารถดีท็อกซ์ผมด้วยวิธีการนี้ ได้บ่อยครั้งตามต้องการ ขอเพียงแต่ในขั้นตอนสุดท้ายเน้นล้างทำความสะอาดให้หมดจด เพื่อไม่ให้หลงเหลือความเหนียวตัวของน้ำผึ้งไว้บนผมเรานั่นเองค่ะ

3.ดีท็อกซ์ผมด้วยน้ำส้มสายชู

สิ่งที่ต้องเตรียม 1.น้ำเปล่า 2 ถ้วย 2. แชมพู 3. น้ำส้มสายชู 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ สระผม และนวดผมตามขั้นตอนปกติ และนำน้ำส้มสายชูผสมกับน้ำเปล่าที่เตรียมไว้ จากนั้นเทลงบนศีรษะตั้งแต่โคนจรดปลาย โดยให้เน้นที่กลางผมถึงปลายผมเป็นพิเศษเพื่อบำรุง

ประโยชน์ ตัวน้ำส้มสายชูนี้จะช่วยทำความสะอาดผม และยังเพิ่มความเงางามให้แก่ผมเราได้อีกด้วย สามารถทำดีท็อกซ์ด้วยวิธีนี้ได้ 2 – 3 ครั้ง/สัปดาห์

แม้ผมของเราจะเคยแห้งเสีย ชี้ฟู ก็อย่าเพิ่งท้อใจ เรามาทำดีท็อกซ์ด้วยวิธีง่ายๆไม่ยุ่งยาก แถมประหยัดเงินในกระเป๋าอีกตามวิธีที่เรานำมาแนะนำกันดีกว่า สิ่งที่ต้องใช้ก็หาได้ในครัวเรือน ขอเพียงหมั่นดูแลผมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเป็นการบอกรักผม แล้วผมก็จะรักคุณ

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

Read more