เอฟเองานเข้า! ฟีฟ่า สั่งสอบกองเชียร์ อังกฤษ ร้องเพลงเหยียดเชื้อชาติ

สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติหรือ ฟีฟ่า เตรียมสอบสวนกรณีร้องเรียนว่าแฟนบอลทีมชาติ อังกฤษ ร้องเพลงเหยียดเชื้อชาติในเกมรอบรองชนะเลิศที่พวกเขาแพ้ โครเอเชีย 2-1

ทัพสิงโตคำรามต้องหยุดผลงานเอาไว้ที่รอบรองชนะเลิศของ ฟุตบอลโลก 2018 หลังจากที่พ่ายแพ้ต่อทีม ตราหมากรุก ไปในช่วงต่อเวลาพิเศษ ทว่าสมาคมฟุตบอลของพวกเขาอาจโดนลงโทษจากการที่กองเชียร์มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม

“เรายืนยันได้ว่ามีรายงานผ่านทางระบบตรวจสอบการต่อต้านการเหยีดเชื้อชาติ ว่าอาจะมีการร้องเพลงเชียร์เหยียดเชื้อชาติโดยแฟนบอลอังกฤษในเกมเมื่อวานนี้” แถลงการณ์ของฟีฟ่าระบุ

“จากกรณีดังกล่าว ได้มีการเปิดการสอบสวนต่อสมาคมฟุตบอลอังกฤษเรียบร้อยแล้ว”

เอาคืนแฟนถ่อย! บาโลเตลลี ย้ำแผล อังกฤษ อดชิง บอลโลก

มาริโอ บาโลเตลลี ดาวยิงจอมเกรียนทีมชาติ อิตาลี โพสต์ข้อความซ้ำเติมทีมชาติ อังกฤษ ไม่ได้เข้าชิงฟุตบอลโลก 2018

เพื่อเอาคืนแฟนบอลหยาบเมืองผู้ดีบางคนที่ส่งข้อความด่าทอเข้ามาหาเขา

ทีมสิงโตคำราม พลาดโอกาสเข้าชิงฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกในรอบ 52 ปี หลังพ่ายต่อ โครเอชียในช่วงต่อเวลาพิเศษ 1-2 ในเกมรอบรองชนะเลิศแบบน่าเสียดาย

อดีตหอก แมนฯซิตี้ จึงใช้โอกาสนี้เอาคืนแฟนบอลถ่อยชาวอังกฤษบางคนทันที ด้วยการโพสต์ภาพผ่านอินสตาแกรมซึ่งมีใจความ “ฟุตบอลจะกลับบ้านหรอ มันเป็นไปไม่ได้หรอก”

“ผมเสียใจนะ เพราะผมรักอังกฤษ แต่สำหรับแฟนบอลบางคนที่ส่งข้อความโง่ ๆ เข้ามาหาผมและด่าทอผม พวกนายสมควรได้รับคำตอบนี้”

ขณะที่อนาคตแข้งของบาโลเตลลีนั้นใกล้จะได้บทสรุปแล้ว เมื่อมีรายงานว่าเขากำลังจะย้ายไปเล่นกับ โอลิมปิค มาร์กเซย

 

ทีมพลังหนุ่ม! มูรินโญเชื่อ อังกฤษ ชุดนี้ยังเติบโตได้อีกเยอะ

โชเซ มูรินโญ ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มั่นใจว่าทีมชาติอังกฤษภายใต้การคุมทีมของ แกเร็ธ เซาธ์เกต จะกลายเป็นทีมที่แข็งแกร่งในทัวร์นาเมนต์ต่อไป

สิงโตคำราม ต้องจบความฝันการเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่สองไว้ที่รอบรองชนะเลิศ หลังโดนโครเอเชีย มายิงประตูชัยในช่งต่อเวลาพิเศษพ่ายไป 1-2 อย่างไรก็ตามกุนซือชาวโปรตุเกสเชื่อว่าทัพ ทรี ไลออนส์ ชุดนี้มีอนาคตที่สดใสรออยู่ เพราะทีมเต็มไปด้วยขุมกำลังนักเตะที่อายุน้อย

“อังกฤษ มีเหตุผลที่จะร้องไห้เพราะพวกเขาใกล้เคียงกับการได้ผ่านไปเล่นรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก แต่พวกเขาก็มีเหตุผลที่จะมองโลกในแง่ดีเช่นกัน” มูรินโญ กล่าวกับ RT

“ทีมชุดนี้พัฒนาขึ้นมากเมื่อเทียบกับการแข่งขันทัวร์นาเมนต์ก่อนๆ นี่คือทีมอายุน้อย นักเตะส่วนใหญ่ของทีมชุดนี้จะได้ลงเล่นในฟุตบอลโลกครั้งหน้าด้วยประสบการณ์ที่มากขึ้นจากการลงเล่นในระดับสโมสร”

“ถ้าผมมีอำนาจในสมาคมฟุตบอลอังกฤษไม่ต้องสงสัยเลยว่าผมจะให้ แกเร็ธ เซาธ์เกต และ สตีฟ ฮอลแลนด์ ทำงานของเขาต่อไป ให้โอกาสพวกเขาได้คุมทีมในฟุตบอลยูโรและฟุตบอลโลกครั้งต่อไป”

“นักเตะและทีมงานทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับฟุตบอลโลกครั้งนี้ ควรกลับมาบ้านด้วยความภูมิใจหลังจากทุ่มเททุกทุกอย่างเต็มที่และทำให้ประเทศของพวกเขาภูมิใจแล้ว”

มาร์ติเนซ รับสุดผิดหวัง เบลเยียม ไปไม่ถึงชิง ฟุตบอลโลก หวังสู้เพื่ออันดับที่ 3 แทน

โรเบร์โต้ มาร์ติเนซ ผู้จัดการทีม เบลเยียม ยอมรับว่ารู้สึกผิดหวังมากๆ ที่ทีมไม่ได้เข้าชิง ฟุตบอลโลก 2018

หลังแพ้ต่อ ฝรั่งเศส ไป 0-1 พร้อมกับบอกว่าจะโฟกัสกันไปที่การคว้าอันดับที่ 3 มาครองให้ได้แทน

“เราทำผลงานร่วมกันได้ดีมาก วันนี้มันเป็นสถานการณ์ที่ค่อนข้างโชคร้าย เฟลไลนี่ ได้โหม่งสวยๆ อาซาร์ ได้ดวลเดี่ยวหนึ่งต่อหนึ่ง แต่การที่เราทำประตูแรกไม่ได้มันก็ทำให้เราเจองานยาก” กุนซือ เบลเยียม กล่าว

“ความผิดหวังของผมมันเยอะมากเลยล่ะ เราไม่ได้มาเพื่อแค่มีทัวร์นาเม้นท์ที่ดี และจบท็อปโฟร์อะไรแบบนั้น เราตั้งใจที่จะมาเพื่อคว้าแชมป์ ตอนนี้ห้องแต่งตัวของเรามันเป็นบรรยากาศที่เศร้า นักเตะเหล่านี้สมควรที่จะจบรายการแบบอยู่สูงที่สุด แต่ตอนนี้เราก็จะต้องโฟกัสกันไปที่เกมสุดท้าย พยายามต่อสู้เพื่อคว้าอันดับ 3 มาให้ได้”

สำหรับ เบลเยียม เคยจบอันดับสูงที่สุดใน ฟุตบอลโลก คืออันดับที่ 4 เมื่อปี 1986 ซึ่งคราวนี้พวกเขาก็หวังที่จะทำให้ได้ดีกว่านั้นด้วยการคว้าชัยชนะในนัดชิงอันดับที่ 3 ที่จะเตะกันในวันเสาร์ที่ 14 กรกฎาคมนี้

โครแอต ยวบ! เวอร์ซัลจ์โก้เจ็บชวดดวล อังกฤษ

ซิเม เวอร์ซัลจ์โก้ แบ็คขวาตัวเก่งของ โครเอเชีย ได้รับอาการเจ็บ จากเกมรอบ 8 ทีมสุดท้ายกับเจ้าภาพรัสเซีย

ส่อแววหมดสิทธิช่วยทีมตราหมากรุกในรอบ 4 ทีมสุดท้าย ฟุตบอลโลก 2018 ที่จะพบกับทีมชาติอังกฤษ

ดาวเตะจาก แอตเลติโก มาดริด ได้รับอาการบาดเจ็บที่บริเวณหัวเข่าในเกมที่ โครเอเชีย เอาชนะการดวลจุดโทษเจ้าภาพไปได้ 4-3 หลังเสมอในการต่อเวลา 2-2

โดยคาดว่าจะเป็นเวดราน ชอร์ลูก้า ที่จะลงมารับหน้าที่ในตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาร์ฟ และโยกโดมากอย วิด้า ไปเล่นทางฝั่งขวาแทน

ดาวเตะวัย 26 ปี เป็นตัวหลักของทีมในทัวร์นาเมนต์นี้ โดยลงเล่นไปถึง 4 นัด แต่นี่จะเป็นเกมแรกที่เจ้าตัวพลาดการลงสนามให้กับทีมตราหมากรุก โดยจะแข่งขันกันในวันที่ 12 กรกฎาคม เวลา 01.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย)

หายห่วง! เดชองส์ ยัน 4 แข้งชวดซ้อมพร้อมลุยเบลเยียม

ดิดิเยร์ เดชองส์ เฮดโค้ชทีมชาติ ฝรั่งเศส

ยืนยันความพร้อมลงสนามของ คีลิยัน เอ็มบัปเป้, ซามูเอล อุมติตี้, เบนฌาแม็ง ปาวาร์ และ เอนโกโล กองเต้ ว่าจะได้ลงเล่นในเกมพบ เบลเยียม อย่างแน่นอน แม้จะไม่ได้ซ้อมเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาก็ตาม

นักเตะทั้ง 4 ราย ถูกนักข่าวจับภาพได้ว่าไม่ได้ลงฝึกซ้อมเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทำให้เกิดความกังวลว่าอาจมีอาการบาดเจ็บและไม่ได้ลงเล่นในเกมรอบรองชนะเลิศของฟุตบอลโลก 2018 โดยทั้งสี่คนถือเป็นกำลังหลักของทีมตราไก่ในทัวร์นาเมนต์นี้

อย่างไรก็ดี เดชองส์ได้ออกมายืนยันแล้วว่าการไม่ได้ฝึกซ้อมของทั้งสี่คนเป็นเพียงมาตรการป้องกันล่วงหน้าเท่านั้น และทุกคนจะลงสนามได้อย่างแน่นอน

“ถึงแม้ว่านักเตะทั้งสี่คนจะไม่ได้ฝึกซ้อมกับเราในวันนี้ ตามมาตรการป้องกันไว้ก่อน แต่ทุกคนจะพร้อมลงเล่นในวันพรุ่งนี้” เดชองส์กล่าวกับสื่อมวลชน

โลรองต์ บลองก์ : เอ็มบัปเป้ และ อาซาร์ คือปรากฎการณ์ลูกหนัง

โลรองต์ บลองก์ อดีตกุนซือทีมชาติ ฝรั่งเศส ออกมายกย่อง คิลิยัน เอ็มบัปเป้ ดาวรุ่งพุ่งแรงจากทัพ เลส์ เบลอส์ และ เอเด็น อาซาร์ เพลย์เมกเกอร์ชาวเบลเยียม ว่าเป็นปรากฎการณ์ลูกหนังในฟุตบอลโลกครั้งนี้

โดยทั้ง เอ็มบัปเป้ และ อาซาร์ สามารถโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมในฟุตบอลโลก 2018 หนนี้ และทีมของทั้งคู่ได้โคจรมาพบกันในรอบ 4 ทีมสุดท้าย

“ความคิดเห็นของผมต่อเขา(เอ็มบัปเป้) ยังไม่เปลี่ยนแปลงจากเมื่อ 10 เดือนก่อน เขาคือปรากฎการณ์” บลองก์บอกกับ Le Parisien

“นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาจะทำให้เราชนะตลอดเวลา เขายังเด็ก และเขายังคงมีพลาดอยู่บ้างในบางครั้ง ผมคาดหวังในตัวเขา และทีมชาติฝรั่งเศส”

บลองก์ยังออกมาพูดถึงคู่ต่อสู้ของทัพตราไก่ในรอบถัดไปและออกปากยกย่องจอมทัพของทีมปีศาจแดงแห่งยุโรปอีกด้วย

“พวกเขามีปรากฎการณ์ของพวกเขา อย่าง เอเด็น อาซาร์ พวกเขามีระบบที่มีประสิทธิภาพมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการโต้กลับ บราซิลคือผู้ประสบชะตากรรมนั้น”

“พวกเขามีผู้เล่นที่สามารถเล่นได้ตามแผน มันซับซ้อนเพราะว่าพวกเขาสร้างความประทับใจได้ดีมาก แนวรุกสามคนของพวกเขายอดเยี่ยมมากๆ”

ฝรั่งเศสจะพบกับเบลเยี่ยมในรอบ 4 ทีมสุดท้าย วันที่ 11 กรกฎาคม เวลา 01.00 น. (ตามเวลาไทย)

ล้างอาถรรพ์! อังกฤษ เฮจุดโทษดับ โคลอมเบีย 4-3 (1-1)

เกมฟุตบอลโลก 2018 รอบ 16 ทีมสุดท้ายคู่สุดท้ายของรอบนี้

โคลอมเบีย จัดทัพมาในระบบ 4-3-3 ประกอบไปด้วย ดาวิด ออสปินา; ซานติอาโก อาริอัส, เยร์รี มินา, ดาวินซอน ซานเชซ, โฮฮัน โมฮิก้า; เจฟเฟอร์สัน เลอร์มา, คาร์ลอส ซานเชซ, วิลมาร์ บาร์ริออส; ฮวน กัวดราโด้, ราดาเมล ฟัลเกา, ฮวน ควินเตโร

ทางฝั่ง อังกฤษ จัดทัพมาในระบบ 3-5-2 ประกอบด้วย จอร์แดน พิคฟอร์ด; ไคล์ วอล์คเกอร์, จอห์น สโตนส์, แฮร์รี แม็คไกวร์; คีแรน ทริปเปียร์, เดเล อัลลี, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, เจสซี ลินการ์ด, แอชลีย์ ยัง; ราฮีม สเตอร์ลิง, แฮร์รี เคน

ทั้งสองทีมเปิดเกมมาในครึ่งแรกด้วยความรัดกุมกันทั้งสองฝ่ายจนทำให้ตลอดครึ่งแรกแทบไม่มีโอกาสได้ลุ้นทำประตูมากนักจบครึ่งแรกยังเสมอกันอยู่ 0-0

ครึ่งหลังอังกฤษมาได้ลูกจุดโทษในนาที 54 จากจังหวะเตะมุมแล้ว คาร์ลอส ซานเชซ ไปเหนี่ยว แฮร์รี เคน ล้มลงในกรอบเขตโทษ ผู้ตัดสินชี้เป็นลูกจุดโทษและแจกใบเหลืองทันที แฮร์รี เคน ลุกขึ้นมารับหน้าที่สังหารเข้าไปไม่พลาดอังกฤษขึ้นนำ 1-0

นาที 81 โคลอมเบียพลาดโอกาสได้ประตูตีเสมอจากจังหวะตัดบอลได้กลางสนามแล้ว คาร์ลอส บัคก้า พาบอลมาหน้ากรอบเขตโทษอังกฤษก่อนไหลให้ ฮวน กัวดราโด้ ได้กดด้วยขวาแต่บอลเหินข้ามคานออกไป

โคลอมเบียมาได้ประตูตีเสมอในนาที 90+3 จากลูกเตะมุม เยร์รี มินา คนเดิมขึ้นมาโหม่งบอลกดลงพื้นเสียบเสาแรกแม้ คีแรน ทริปเปียร์ จะพยายามโหม่งสกัดแต่เอาไม่อยู่ โคลอมเบียตีเสมอ 1-1 และเป็นประตูที่สามของ มินา ในการลงสนาม 3 นัดในฟุตบอลโลก

จบ 90 นาทีทั้งสองทีมเสมอกัน 1-1 ต้องต่อเวลาพิเศษอีก 30 นาที

นาทีที่ 112 อังกฤษเกือบได้ประตูนำอีกครั้งจากจังหวะที่ แดนนี โรส ตัวสำรองได้ทะลุเข้ามาในกรอบเขตโทษก่อนได้ยิงด้วยซ้ายบอลถากเสาสองออกไปแบบได้ลุ้น

จบเกม 120 นาทีเสมอกัน 1-1 ทำให้ต้องดวลลูกโทษตัดสินและเป็นอังกฤษเอาชนะในการดวลจุดโทษไปได้ 4-3 โดย จอร์แดน เฮนเดอร์สัน คนที่ 3 ของอังกฤษยิงไม่เข้า ขณะที่ มาเตอุส อูริเบ และคาร์ลอส บัคก้า คนที่ 4 และ 5 ของโคลอมเบียยิงไม่เข้าทำให้อังกฤษผ่านเข้าไปเจอกับสวีเดนในรอบ 8 ทีมสุดท้าย

แฉลบนำชัย! ฟอร์สเบิร์ก ซัดโทนพา สวีเดน เฉือน สวิส 1-0

เกม ฟุตบอลโลก รอบ 16 ทีมสุดท้าย สวีเดน พบ สวิตเซอร์แลนด์ ทั้งสองทีมต่างต้องเสียกำลังสำคัญไปเพราะติดโทษแบน

โดย สวีเดน ขาดเซบาสเตียน ลาร์สสัน ขณะที่ สวิตเซอร์แลนด์ ไม่มีทั้ง สเตฟาน ลิชต์สไตเนอร์ และ ฟาเบียน ชาร์ สองกำลังหลักในเกมรับ

นาทีที่ 28 สวีเดนเกือบได้ประตูขึ้นนำ จากจังหวะที่มาร์คุส เบิร์ก ได้โอกาสวอลเลย์ด้วยเท้าซ้าย บอลเกือบเสียบเสา แต่ยานน์ ซอมเมอร์ พุ่งปัดเอาไว้ได้แบบสุดสวย

นาทีที่ 38 สวิสได้โอกาสบ้างจากการทำชิ่งอย่างสุดสวยจนได้โอกาสยิงแบบเหน่งๆ โดยเบลริม เซไมลี แต่บอลลอยข้ามคานไปอย่างเหลือเชื่อ

หมดครึ่งแรก ทั้งสองทีมเสมอกันแบบไร้สกอร์

นาทีที่ 66 หลังจากรอคอยมานาน สวีเดนก็ได้ประตูขึ้นนำในที่สุดจาก จังหวะที่เอมิล ฟอร์สเบิร์ก ได้บอลหน้ากรอบเขตโทษ ก่อนจะลองยิงไกล แต่บอลไปแฉลบกองหลังเปลี่ยนทาง ทำให้ยาน ซอมเมอร์ หมดสิทธิ์รับ ทัพไวกิ้งขึ้นนำ 1-0

ช่วงท้ายเกมสวิตเซอร์แลนด์ต้องเหลือผู้เล่นเพียง 10 คน จากจังหวะที่มิเชล แลง ไปทำฟาวล์เพื่อตัดเกม มาร์ติน โอลสัน ผู้เล่นของทางสวีเดนในจังหวะกำลังจะทำประตู ทำให้ผู้ตัดสินไม่มีทางเลือกต้องชูใบแดงไล่ออกจากสนาม

หมดเวลาการแข่งขัน สวีเดนเฉือนเอาชนะสวิตเซอร์แลนด์ได้ 1-0 ผ่านเข้าไปรอในรอบ 8 ทีมสุดท้าย โดยจะรอพบผู้ชนะระหว่าง โคลอมเบียและอังกฤษในคืนนี้

น้ำตา ซามูไร! ญี่ปุ่น นำก่อนโดนแซง 3-2 ทดเวลาเจ็บ

ฟุตบอลโลก 2018 เกมการแข่งขันกันที่รอสตอฟ อารีนา ในเมืองรอสตอฟ ออน ดอน ของเจ้าภาพรัสเซีย เป็นการลงเตะรอบ 16 ทีมสุดท้ายระหว่าง เบลเยียม และ ญี่ปุ่น

เบลเยียม ผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายมาในฐานะแชมป์กลุ่มจี กลับมาใช้ 11 ตัวจริงที่ลงแกนหลักในสองเกมแรก ทั้ง ติโบต์ กูร์ตัวส์, เควิน เดอ บรอยน์, ดรีส์ เมอร์เทนส์, โรเมลู ลูกากู และ เอเด็น อาซาร์ รวมถึงสตาร์จอมเก๋าอย่าง แว็งซองต์ กอมปานี

ส่วนทีม ซามูไรบลู เป็นที่สองของกลุ่มเอช ด้วยกฎแฟร์เพลย์ เกมนี้วางผู้เล่นแกนหลักจากเกมสองนัดแรกลงกันพร้อมหน้า ไม่ว่าจะเป็นยูโตะ นางาโตโมะ, มาโกโตะ ฮาเซเบะ, ชินจิ คางาวะ, ทาคาชิ อินุอิ และ ยูยะ โอซาโกะ กองหน้าตัวเป้า

ญี่ปุ่น ได้ทักทายก่อนทันทีจากลูกยิงนอกกรอบของคางาวะ แต่โอกาสครั้งแรกของเกมนี้ทิศทางบอลหลุดออกหลังไปก่อนในนาทีที่ 1

จากนั้นทีมจากเอเชียกลายเป็นฝ่ายครองบอลได้เหนือกว่าทีมจากยุโรปนานถึง 15 นาที ก่อนที่เบลเยียมจะเริ่มได้เข้าถึงพื้นที่สุดท้ายของญี่ปุ่นบ้าง ก่อนจะได้จบหนแรกของวิสเซล ที่ส่องไกลโดนบล็อกออกหลังในนาทีที่ 16

เวลาที่เหลือของครึ่งแรก เป็นเบลเยียมที่เริ่มจบสกอร์ได้ลุ้นมากขึ้น โดยเฉพาะลูกยิงตรงกรอบหนแรกในนาทีที่ 27 ของอาซาร์ที่คาวาชิมะยังโชคดีไม่เสียประตู

ส่วนญี่ปุ่นก็มีโต้จากเกมสวนกลับนาทีที่ 31 จากช็อตที่นางาโตโมะครอสบอลเข้าในกรอบถึงศีรษะอินุอิโขกติดเซฟกูร์ตัวส์ แถมช่วงนาทีที่ 44 โอซาโกะก็เกือบได้ส้มหล่นจากช็อตรับบอลพลาดของกูร์ตัวส์ ทว่าโกลเบลเยียมยังล้มตัวไปรับได้ และจบครึ่งแรกด้วยสกอร์นี้

เริ่มครึ่งหลัง เป็นจังหวะผิดพลาดของแฟร์ตองเก้น ที่ดันไปตัดสินใจพลาดเกี่ยวไม่โดนบอลในช็อตที่ชิบาซากิผ่านบอลทะลุช่องให้ฮารางุจิหลุดไปยิงผ่านมือกูร์ตัวส์ ในนาทีที่ 48

จากนั้นอีก 2 นาที อาซาร์วิ่งมายิงเน้นๆกือบพาเบลเยียมตีเสมอ ทว่าบอลดันไปชนเสา แต่แล้วนาทีที่ 52 เป็นอินุอิ ที่ได้พื้นที่ส่องไกลนอกกรอบ บอลพุ่งเข้ากรอบชนิดที่กูร์ตัวส์หมดสิทธิ์ป้องกัน ญี่ปุ่นขยับห่าง 2-0

เบลเยียมหวิดได้ประตูตีไข่แตก เมื่อลูกากูเทคตัวโหม่งจ่อๆจากลูกครอสของเมอนิเยร์ แต่ทิศทางลูกพุ่งหลุดเสา ในนาทีที่ 61

ก่อนที่ความพยายามจะมาประสบความสำเร็จ เมื่อแฟร์ตองเกนโขกบอลจากการผ่านให้ของเฟลไลนี บอลย้อยผ่านมือคาวาชิมะเข้าประตูในนาทีที่ 70

อีก 4 นาที กลายเป็นปีศาจแดงแห่งยุโรปตามตีเสมอ 2-2 เมื่อเฟลไลนีเทกตัวโขกบอลตุงตาข่ายชนิดที่ เอจิ คาวาชิมะ หมดสิทธิ์ป้องกัน

นาทีที่ 85 คาวาชิมะโชว์เซฟสองจังหวะสำคัญ จากลูกโขกสองหนของชาดลีและลูกากู ช่วยซามูไรบลูไม่เสียประตู ส่วนช่วงทดเจ็บ วิตเซลเกือบสกัดผิดเหลี่ยม แต่กูร์ตัวส์ยังลอยมาปัดออกหลังได้ รวมถึงลูกยิงฟรีคิกของฮอนดะที่บอลเกือบพุ่งเข้าประตู แต่ก็โดนปฏิเสธ

จากนั้นนาทีที่ 90+4 เบลเยียมแซงนำญี่ปุ่นเหลือเชื่อ 3-2 จากการแปด้วยซ้ายระยะเผาขนของอีกหนึ่งตัวสำรองอย่าง นาเซอร์ ชาดลี และเป็นประตูชัยส่งเบลเยียมเฉือนญี่ปุนพร้อมทะลุสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายไปเจอกับบราซิล