แผลในปาก

แผลในปาก อาจไม่ใช่ร้อนใน แต่เป็น “มะเร็งช่องปาก” ที่เราได้ยินกันบ่อยๆ

แผลในปาก อกจากมะเร็งที่เราได้ยินกันบ่อยๆ อย่างมะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งตับ และมะเร็งปอด เชื่อว่าหลายคนน่าจะไม่ค่อยคุ้นหูกับ “มะเร็งช่องปาก” และอาจไม่ทราบด้วยซ้ำว่าเป็นโรคนี้ได้ยังไง อะไรคือสาเหตุ

แผลในปาก มะเร็งช่องปาก ติด 1 ใน 10 โรคมะเร็งที่คร่าชีวิตคน

มะเร็งช่องปาก เป็นส่วนหนึ่งของโรคมะเร็งในกลุ่มโรคมะเร็งศีรษะและลำคอ มีทั้งชนิด สะความัส (Squamous cell carcinoma) หรือ SCC และชนิดอะดีโนคาร์ซิโนมา (Adenocarci noma) หรือ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง แต่ชนิดหลังพบได้น้อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นชนิด SCC

แผลในปาก

มะเร็งช่องปาก พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป

มะเร็งช่องปาก มีสาเหตุจากอะไร?

เหมือนโรคมะเร็งอื่นๆ ที่ไม่สามารถหาสาเหตุที่แน่ชัดได้ แต่จะมีปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงให้เป็นโรคมะเร็งช่องปากมากขึ้น

1. ดื่มแอลกอฮอลล์

2. สูบบุหรี่

3. เคี้ยวหมากพลู เพราะมีสารก่อมะเร็งเจือปนอยู่

4. มีแผลที่เกิดจากการระคายเคืองเยื่อเมือกบุช่องปาก ฟันแหลมคม/บิ่น ขูดจนผนังปากเป็นแผล และไม่รับการรักษาจนเป็นแผลมีหนอง แผลเรื้อรัง ซึ่งสุดท้ายอาจกลายเป็นเซลล์มะเร็งได้

5.ติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น เชื้อ HPV ที่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งปากมดลูก โดยติดต่อมาที่ปากผ่านการมีเพศสัมพันธ์โดยใช้ปาก

6. มีประวัติเคยเป็นโรคมะเร็งบริเวณศีรษะ และลำคอมาก่อน

อาการเบื้องต้นของโรคมะเร็งช่องปาก

1. พบฝ้าสีขาว หรือสีแดง ในเยื่อบุช่องปาก กระพุ้งแก้ม หรือลิ้น

2. มีแผลในช่องปากที่รักษาไม่หายนาน 2-3 สัปดาห์

3. มีตุ่ม หรือก้อนในช่องปาก และขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แต่มักไม่มีอาการเจ็บใดๆ

4. ฟันโยก ฟันหลุด หรือสวมใส่ฟันปลอมไม่ได้ เป็นเพราะมีก้อนเนื้องอกขึ้นมาบริเวณเหงือก

5. เคี้ยว และกลืนอาหารได้ไม่สะดวก มีความยากลำบากในการเคี้ยว และกลืน

6. พบแผลที่รักษาไม่หาย และมีเลือดไหลออกมาจากแผลอย่างผิดปกติ

7. พบก้อนที่ลำคอ ซึ่งอาจจะเป็นต่อมน้ำเหลืองโตจากมะเร็งลุกลาม แต่มักไม่มีอาการเจ็บปวดใดๆ

แผลในปากอาจไม่ใช่ร้อนใน แต่เป็น “มะเร็งช่องปาก”

วิธีจำแนกว่าเป็นแผลร้อนใน หรือแผลมะเร็งช่องปาก ง่ายๆ คือ แผลร้อนในสามารถหายได้เอง หรือมีอาการดีขึ้นภายในไม่กี่วัน หรือไม่เกิน 1 อาทิตย์ แผลจะค่อยๆ เจ็บแสบน้อยลง และแห้ง เนื้อประสานกันได้ในที่สุด ยิ่งใช้ยาช่วยจะยิ่งหายเร็วขึ้น

แต่แผลจากมะเร็งช่องปาก จะเป็นแผลที่สดตลอดเวลา ไม่มีทีท่าว่าจะหาย และอาจมีเลือดออกมาในบางครั้ง ใช้เวลา 2-3 สัปดาห์ก็ยังไม่ดีขึ้น

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

Read more
กินยาอย่างไร

กินยาอย่างไร ให้ถูกต้องและปลอดภัย ด้วยยาที่แพทย์สั่งจ่ายมานั้น

กินยาอย่างไร การใช้ยาให้ถูกกับโรคที่คุณกำลังเจ็บป่วยนั้นเป็นเรื่องถูกต้อง แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือ “การใช้ยาที่ถูกวิธี” ด้วยยาที่แพทย์สั่งจ่ายมานั้น มีทั้งยาก่อนอาหาร หลังอาหาร และมีข้อห้ามในการทานยาบางประเภท

กินยาอย่างไร การใช้ยาให้ถูกกับโรคที่คุณกำลังเจ็บป่วยนั้นเป็นเรื่องถูกต้อง แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือ “การใช้ยาที่ถูกวิธี” ด้วยยาที่แพทย์สั่งจ่ายมานั้น มีทั้งยาก่อนอาหาร หลังอาหาร และมีข้อห้ามในการทานยาบางประเภท แล้วทานยาอย่างไรให้ถูกต้องตามฉลาก

กินยาอย่างไร

วิธีการใช้ยาตามฉลากให้ถูกต้องยาก่อนอาหาร

เมื่อเห็นคำว่า “ยาก่อนอาหาร” อยู่บนฉลาก หลายคนอาจเข้าใจว่า อีกไม่กี่นาที ก่อนลุกไปทานข้าว ค่อยหยิบยามากินก็ได้ นั่นคือความเข้าใจผิด ๆ เพราะยาก่อนอาหาร แท้จริงแล้วเป็นยาที่คุณต้องทานก่อนประมาณ 30-60 นาที และควรรับประทานขณะที่ท้องว่าง

ยาหลังอาหาร

หลังทานข้าวเสร็จ คุณยังไม่ต้องรีบหยิบซองยาขึ้นมาแกะ นั่งเล่นให้ข้าวเรียงเม็ดสักประมาณ 15-30 นาที จึงค่อยลุกไปทานยาหลังอาหาร ตามที่แพทย์สั่งจ่ายมาให้คุณก็ได้

ยาพร้อมอาหาร

หากฉลากระบุว่า “ยาพร้อมอาหาร” แสดงว่าหลังที่คุณทานอาหารคำแรกแล้ว ก็ควรกินยาตามไปทันที หรือคุณจะกินยาหลังจากทานอาหารไปแล้วครึ่งหนึ่งก็ได้

ยาฆ่าเชื้อ

เวลาเจ็บป่วย หลายคนก็เดินโซเซไปหาหมอ พอได้ยามาทานให้อาการบรรเทา ก็รู้สึกว่า อาการป่วยเราหายแล้ว ไม่จำเป็นต้องทานยาอีกต่อไป นั่นเป็นเรื่องที่ผิด เพราะยาฆ่าเชื้อ เช่น ยาแก้อักเสบ จัดเป็นยาที่ผู้ป่วยต้องทานให้หมดตามคำสั่งแพทย์ เพื่อป้องกันการดื้อยาของเชื้อโรค เพราะหากมีอาการดื้อยา จะส่งผลให้ในครั้งต่อไป ไม่สามารถใช้ยาชนิดเดิม ขนาดเดิม ในการรักษาได้อีก

ยาก่อนนอน

สำหรับยาก่อนเข้านอนนั้น หากคุณรู้ตัวว่า กำลังจะปิดทีวี ปิดไฟนอนแล้ว ก็ควรลุกขึ้นมาทานยาก่อนเข้านอน ประมาณ 15-30 นาที

ยาที่ต้องทานสัปดาห์ละครั้ง

หากแพทย์หรือเภสัชไม่ได้ระบุวันที่ชัดเจนไว้ ให้คุณเลือกเองเลยว่า ต้องการทานยาดังกล่าววันไหน อาทิ เริ่มทานยาในวันพุธ ก็ขอให้ทานยานั้นทุกวันพุธ เป็นต้น

ยาตามอาการ

อาทิ ยาพาราเซตามอล ที่ใช้สำหรับบรรเทาอาการไข้และอาการปวดหัวนั้น ส่วนใหญ่ถูกกำหนดไว้ว่า ผู้ใหญ่ หากมีอาการปวด ให้ทานยาครั้งละ 2 เม็ด ทุก 4-6 ชั่วโมง ฉะนั้น หากทานยาแล้ว ผ่านไปประมาณ 2-3 ชั่วโมง ยังคงมีอาการปวดอยู่ ก็ยังไม่ควรทานยาเพิ่ม อาจทำให้เกิดพิษจากยาเกินขนาดได้

หากลืมรับประทานยา

เชื่อว่า หลายคนคงเคยลืมทานยา พอนึกขึ้นก็รีบลุกไปทานยาทันที แต่หากช่วงเวลาที่คุณหลงลืมไปนั้น ใกล้ถึงเวลาในมื้อต่อไป ก็ขอให้ข้ามมื้อที่ลืมไป อย่าคิดทานยาย้อนหลัง ด้วยการเพิ่มจำนวนยาเป็น 2 เท่าในมื้อถัดไปเด็ดขาด

ยาประเภทใดบ้าง ที่ไม่ควรทานคู่กันยาลดไขมัน ยาหัวใจ หรือยาขยายหลอดลม

สำหรับยาทั้ง 3 ชนิดนั้น เป็นยาปฏิชีวนะประเภทหนึ่ง หากทานคู่กันแล้วจะทำปฏิกิริยากันและอาจส่งผลร้ายมากกว่าผลดี อาทิ มีผลให้ระดับยาในเลือดของยาเหล่านี้เพิ่มสูงขึ้น

ยาต้านการแข็งตัวของเลือด กับ ยาหรืออาหารเสริม

ผู้ป่วยที่ต้องทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดเป็นประจำอยู่แล้ว ไม่ควรทานยาดังกล่าวคู่กับยาหรืออาหารเสริมเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เกิดภาวะเลือดออกผิดปกติจนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

ยาฆ่าเชื้อบางกลุ่ม กับ ยาลดกรด แคลเซียม หรือวิตามินบางชนิด

หากคุณทานยาฆ่าเชื้อคู่กับยาลดกรด แคลเซียม หรือวิตามินบางชนิด จะทำให้การดูดซึมของยาฆ่าเชื้อลดลง เป็นผลให้ฤทธิ์ของยาลดลง

ห้ามทานยา พร้อมเครื่องดื่มประเภทใดนม

เนื่องจากนมมีโปรตีนชนิดหนึ่งที่ช่วยเคลือบกระเพาะอาหาร ซึ่งอาจเป็นการขัดขวางการดูดซึมยา เป็นผลให้ยาไม่สามารถออกฤทธิ์ได้ดีเท่าที่ควร นอกจากนี้ แคลเซียมในนมยังมีผลต่อการดูดซึมของยาปฏิชีวนะ หรือยาฆ่าเชื้อ เพราะ แคลเซียมที่ว่าจะเข้าไปจับตัวยาปฏิชีวนะ ทำให้ยาปฏิชีวนะไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่ที่ควรได้รับการรักษาด้วยตัวยาได้

ขณะเดียวกัน การทานนมพร้อมยาลดกรด ก็ไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง เมื่อทานคู่กัน แคลเซียมในนมอาจไปขัดขวางการออกฤทธิ์ของยาลดกรด หรืออาจไปเพิ่มสารบางในร่างกายที่ทำให้ยาลดกรดถูกดูดซึมเข้าไปในระบบลำไส้ ก็อาจเป็นการสะสมพิษหรือยาในร่างกายได้

กาแฟ

หลายคนคงคิดว่า เมื่อหาน้ำเปล่าไม่ได้การทานยาคู่กับกาแฟในมือ ก็คงไม่ส่งผลกระทบอะไร แต่รู้ไหมว่า เป็นเรื่องที่ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อคุณทานยาในกลุ่มแก้หวัดหรือยาขยายหลอดลม เพราะฤทธิ์ของคาเฟอีนทำให้หัวใจคุณเต้นเร็วขึ้น เช่นเดียวกับยาขยายหลอดลมที่มีฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของหัวใจเช่นเดียวกัน ดังนั้นเมื่อกินพร้อมกันอาจเกิดอาการใจสั่น รวมทั้งภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้ หรือในคนที่เป็นโรคหัวใจอยู่แล้ว

คาเฟอีน

เจ้าสารที่ชื่อว่า “คาเฟอีน” นั้น ไม่ได้มีอยู่แค่ในกาแฟเท่านั้น แต่ยังอยู่ในเครื่องดื่มประเภทชา ช็อกโกแลต โกโก้ น้ำอัดลมประเภทโคล่า รวมถึงเครื่องดื่มประเภทชูกำลังด้วย ฉะนั้น หากคุณเผลอทานยาขยายหลอดลมคู่กับเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนอยู่ อาจส่งผลให้หัวใจเต้นผิดจังหวะได้เช่นกัน

น้ำผลไม้

แม้น้ำผลไม้จะถูกมองว่า เป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ แต่การทานน้ำผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว (มีกรด) อย่างน้ำส้ม น้ำมะนาว น้ำมะขาม หรือน้ำมะเขือเทศ คู่กับยาลดกรด อาจทำให้คนที่เป็นโรคกระเพาะอาหารอยู่แล้ว ตกอยู่ในภาวะร่างกายหลั่งกรดเกินปกติ

น้ำอัดลม

นอกจาก …

Read more
ใบบัวบก

ใบบัวบก ไม่ต้องช้ำในก็กินได้ มีประโยชน์สุขภาพสารพัดอย่าง

ใบบัวบก พืชพื้นบ้านที่เรามักได้ยินถึงสรรพคุณ “แก้ช้ำใน” ของ “น้ำใบบัวบก” ที่หากินกันได้ยากขึ้นทุกทีในทุกวันนี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า คุณค่าของใบบัวบกจะถูกมองข้ามไป

ใบบัวบก พืชพื้นบ้านที่เรามักได้ยินถึงสรรพคุณ “แก้ช้ำใน” ของ “น้ำใบบัวบก” ที่หากินกันได้ยากขึ้นทุกทีในทุกวันนี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า คุณค่าของใบบัวบกจะถูกมองข้ามไป เพราะวงการแพทย์ในสหรัฐฯ และยุโรปต่างก็กำลังหันมาสนใจพืชสมุนไพรชนิดนี้กันมากขึ้น และทุกวันนี้ หากเราสำรวจดูร้านขายสมุนไพรเพื่อสุขภาพ ก็อาจจะได้เห็นสารสกัดใบบัวบกกลายมาเป็นยาสมุนไพรหรืออาหารเสริม ที่อาจทำให้หลายคนสนใจอยากจะลอง แต่ลองอ่านเรื่องนี้ดูก่อน เพราะใบบัวบกก็เหมือนสมุนไพรชนิดอื่น ที่อาจมีประโยชน์ แต่ก็มีผลข้างเคียงที่ต้องระวังเช่นกัน

ขอแนะนำให้รู้จักกับ “ใบบัวบก”

ใบบัวบก (Gotu Kola หรือ Centella asiatica) เป็นพืชพื้นถิ่นของเอเชีย หลายประเทศในเอเชียรวมทั้งประเทศไทย ต่างก็ใช้ประโยชน์จากใบบัวบกมาตั้งแต่สมัยโบราณ ทั้งประเทศจีน อินโดนีเซีย และอินเดีย (อายุรเวท) โดยเชื่อกันว่าใบบัวบกมีสรรพคุณที่หลากหลาย ทั้งส่งเสริมการทำงานของสมอง เยียวยาผิว และบำรุงตับและไต ซึ่งสรรพคุณเหล่านี้ของใบบัวบก ก็ดูจะได้รับการยืนยันจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์หลายชิ้น

ถึงแม้ส่วนใหญ่จะเป็นการศึกษาวิจัยในหนูทดลอง และยังต้องการงานวิจัยเพื่อพิสูจน์เพิ่มเติม แต่ก็ดูเหมือนว่า ใบบัวบกเป็นพืชสมุนไพรที่ปลอดภัย และน่าสนใจสำหรับการเยียวยาอาการโรคบางอย่าง หากก็มีคำเตือนจากศูนย์การแพทย์ มหาวิทยาลัยแมรี่แลนด์ ในสหรัฐฯ ว่า ไม่ควรกินสมุนไพรชนิดนี้นานกว่าหกสัปดาห์ติดต่อกัน โดยไม่ปรึกษาแพทย์ และผู้ที่มีประวัติโรคตับหรือเคยมีรอยโรคมะเร็งผิวหนังไม่ควรกิน

ประโยชน์ ดีๆ ของ ใบบัวบก

ใบบัวบก

งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ยืนยันถึงประโยชน์สุขภาพหลายอย่างของใบบัวบก โดยเฉพาะในเรื่องเหล่านี้

ช่วยเยียวยาเส้นเลือดขอด
ใบบัวบกมีสารเคมีที่เรียกว่า TTFCA (triterpenic fraction of Centella asiatica)เป็นสารเคมีที่มีประโยชน์ต่ออาการเส้นเลือดขอด เนื่องจากกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสติน เนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่จำเป็นในการสร้างความแข็งแรงของเยื่อบุและผนังเส้นเลือด เส้นเลือดที่แข็งแรงทำให้มีโอกาสเป็นเส้นเลือดขอดน้อยลง

คอลลาเจนและอิลาสตินก็เป็นองค์ประกอบสำคัญของผิวสุขภาพดี ที่มักสูญเสียไปเมื่ออายุมากขึ้น อย่างไรก็ตามประสิทธิภาพของใบบัวบกในการรักษาเส้นเลือดขอด ยังไม่ได้รับการยืนยันโดยการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ใบบัวบกยังอาจช่วยเรื่องภาวะเลือดไปเลี้ยงหลอดเลือดดำไม่เพียงพอ

ด้วยการลดอาการบวมและเพิ่มการไหลเวียนโลหิต ภาวะเลือดไปเลี้ยงหลอดเลือดดำไม่เพียงพอเป็นอาการโรคซึ่งเลือดของคุณไหลเวียนไม่ดี อาจเกิดจากเส้นเลือดขอด และยังมีส่วนในการทำให้เกิดภาพที่ไม่น่าดูของเส้นเลือดเหล่านี้ด้วย

ช่วยในการสมานแผล
สารเคมีที่เรียกว่าไตเตอร์ปิโนอิดส์ (triterpenoids) ในใบบัวบก ดูจะช่วยเร่งการสมานแผลให้หายเร็วขึ้น ด้วยการเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระในบริเวณที่เป็นแผล ทำให้ผิวแข็งแรง และเพิ่มการไหลเวียนโลหิตไปยังบริเวณแผล การศึกษาในปี 2006 ซึ่งเผยแพร่ในวารสาร Journal of Lower Extremity Wounds ได้สำรวจผลกระทบของใบบัวบกที่มีต่อแผลในหนูทดลอง และพบว่าแผลที่รักษาโดยใบบัวบกนั้น หายเร็วกว่าแผลที่ไม่ได้รับการรักษา ถึงแม้จะยังไม่มีการทดลองในมนุษย์ แต่นี่ก็ดูจะยืนยันถึงประโยชน์ของสมุนไพรชนิดนี้ในฐานะของยารักษาแผล

ลดอาการวิตกกังวล
การศึกษาในสัตว์ทดลองเมื่อปี 2016 พบว่า ใบบัวบกส่งผลต่อหนูตัวผู้ที่อดนอนเป็นเวลา 72 ชั่วโมง การนอนไม่พอเป็นสาเหตุของอาการวิตกกังวล เกิดความเสียหายจากการออกซิเดชั่น และเส้นประสาทอักเสบ เมื่อหนูได้รับสารสกัดใบบัวบกติอต่อกันห้าวัน ก่อนถูกทำให้อดนอน จะมีพฤติกรรมที่แสดงถึงอาการวิตกกังวลน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ การศึกษาอีกชิ้นหนึ่งในวารสาร Journal of Clinical Psychopharmacology เมื่อปี 2000 ผู้ป่วยที่กินสารสกัดใบบัวบกมีอาการสะดุ้งตกใจจากเสียงใหม่ที่ได้ยินลดลง เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้กิน

บำรุงสมอง
การศึกษาชิ้นเล็กๆ ชิ้นหนึ่งเมื่อปี 2016 ซึ่งเปรียบเทียบผลของการกินสารสกัดใบบัวบกและกรดโฟลิก ในการเพิ่มการทำงานของกระบวนการเกี่ยวกับการรับรู้ของสมอง หลังจากเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ถึงแม้ผลของสารสกัดใบบัวบกกับกรดโฟลิกจะมีประโยชน์พอๆ กัน ในการปรับปรุงการทำงานของสมองในเรื่องที่เกี่ยวกับการรับรู้

แต่ใบบัวบกดูจะมีประสิทธิภาพมากกว่าในการปรับปรุงการทำงานของส่วนที่เกี่ยวกับความจำ ประสิทธิภาพในด้านนี้และการทำงานของระบบประสาท ทำให้ใบบัวบกมีแนวโน้มในการรักษาโรคอัลไซเมอร์ได้ ในการศึกษาเมื่อปี 2012 ในหนูทดลองพบว่า สารสกัดใบบัวบกส่งผลในแง่บวกต่อพฤติกกรรมผิดปกติในหนูที่เป็นโรคอัลไซเมอร์

สารสกัดใบบัวบกยังแสดงให้เห็นในการศึกษาในแล็บและในหนูทดลองว่า มีผลกระทบปานกลางต่อการปกป้องเซลล์สมองจากสารพิษ ซึ่งนี่อาจจะช่วยปกป้องเซลล์สมองจากคราบพลาคที่สัมพันธ์กับอัลไซเมอร์ได้

เยียวยาข้อต่ออักเสบ
คุณสมบัติต้านอักเสบของใบบัวบก อาจมีประโยชน์ต่อการรักษาโรคข้อต่ออักเสบ เนื่องจากมีงานวิจัยในปี 2014 ที่พบว่าหนูทดลองที่กินใบบัวบก มีการอักเสบที่ข้อต่อลดลง และการสึกกร่อนของกระดูกและกระดูกอ่อนลดลง

เยียวยาผิวแตกลาย
จากการรีวิวงานวิจัยเมื่อปี 2013 ใบบัวบกสามารถลดริ้วรอยของผิวแตกลายได้ เชื่อกันว่าสารไตเตอปิโนอิดส์ในใบบัวบก ที่ช่วยเพิ่มการสร้างคอลลาเจนในร่างกาย ซึ่งอาจช่วยป้องกันไม่ให้เกิดผิวแตกลายได้ รวมไปถึงการเยียวยารอยแตกลายที่มีอยู่ก่อนแล้วด้วย

ผลข้างเคียงของใบบัวบก
การรับประทานใบบัวบกในรูปของสารสกัดที่ขนาด 300มก.เป็นเวลา 21 วันในมนุษย์ ไม่พบผลข้างเคียง แต่ในบางคนพบว่า การใช้ครีมที่มีส่วนผสมของใบบัวบกสกัดอาจทำให้เกิดอาการคันผิว

และหากดื่มใบบัวบกในรูปของชามากเกินไป ก็พบว่าอาจมีอาการคลื่นไส้ ง่วงซึม ปวดศีรษะ หรือความดันเลือดต่ำได้ ผลข้างเคียงของใบบัวบกพบได้ยาก แต่ในกรณีที่เกิดผลข้างเคียงมักปรากฏในรูปของอาการภูมิแพ้ที่ผิวหนัง ปวดศีรษะ ปวดท้อง คลื่นไส้ เวียนศีรษะ และง่วงซึม ซึ่งมักจะเกิดในกรณีที่รับประทานในปริมาณสูงมากๆ

ไม่แนะนำให้เด็กรับประทานใบบัวบก รวมทั้งผู้ใหญ่วัย 65 ปีขึ้นไป ก็ควรรับประทานแต่น้อย ใบบัวบกอาจปลอดภัยสำหรับผู้ที่ตั้งครรภ์ ในกรณีที่ใช้ทาลงบนผิว แต่ไม่ควรรับประทาน เพราะยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดถึงความปลอดภัยในการกินใบบัวบก รวมทั้งยังไม่มีข้อมูลว่าปลอดภัยสำหรับสตรีที่กำลังในนมบุตร เพราะฉะนั้น

ควรหลีกเลี่ยง ผู้ที่เป็นโรคตับ …

Read more
5 ผลไม้ลดน้ำหนัก

5 ผลไม้ลดน้ำหนัก สำหรับสาวออฟฟิศ แม้ไม่ได้ออกกำลังกายก็ผอมได้

5 ผลไม้ลดน้ำหนัก สำหรับสาวออฟฟิศ สาวๆ ชาวออฟฟิศที่รักสุขภาพและห่วงว่าน้ำหนักจะขึ้นเพราะไม่มีเวลาเลือกหาผลไม้ลดน้ำหนักได้นั้น หากเลือกผลไม้เป็น ผลไม้รถเข็นก็ยังเป็นทางเลือกที่ดีได้นะ

5 ผลไม้ลดน้ำหนัก สำหรับสาวออฟฟิศ สาวๆ ชาวออฟฟิศที่รักสุขภาพและห่วงว่าน้ำหนักจะขึ้นเพราะไม่มีเวลาเลือกหาผลไม้ลดน้ำหนักได้นั้น หากเลือกผลไม้เป็น ผลไม้รถเข็นก็ยังเป็นทางเลือกที่ดีได้นะ แถมยังมีให้เลือกหลากชนิด ซื้อแต่พอกิน ก็นับว่าเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนที่ไม่มีเวลานะ มาดูกันเลยว่าควรเลือกผลไม้ใดมากินบ้าง

1.แอปเปิล เป็นที่ขึ้นชื่อมาช้านานในเรื่องของความอร่อยและมีน้ำตาลน้อย จึงเป็นผลไม้ที่นิยมนำมาลดน้ำหนักอยู่เสมอๆ เพราะอุดมไปด้วยวิตามิน เส้นใยอาหาร เกลือแร่ ช่วยให้อิ่มนาน ไม่นึกอยากอาหารบ่อยๆ บำรุงผิว 1 ผลมีแค่ 60 แคลอรีเท่านั้น จัดว่าเยี่ยม รีบเลือกซื้อมากินกันได้เลย

5 ผลไม้ลดน้ำหนัก

2.ฝรั่ง ผลไม้ลดน้ำหนักที่มีคุณสมบัติในเรื่องของการลดการสลายตัวของแป้ง อีกทั้งยังช่วยไม่ให้ร่างกายดูดซึมน้ำตาลเพื่อนำไปใช้ได้ไวอีกด้วย มีปริมาณน้ำตาลในตัวเองก็น้อยมาก 1 ผลใหญ่ มีน้ำตาลเพียง 3 ช้อนชาเท่านั้น ครึ่งลูกมีเพียง 60 แคลอรี เหมาะมากกับสาวๆ ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักจริงๆ

3.แตงโม ผลไม้ฉ่ำน้ำ รสชาติหวานอร่อยไม่รองใคร มีน้ำตาลน้อย กินแล้วให้ความสดชื่น ลดอาการอยากของหวานได้เป็นอย่างดีเหมาะมากที่กินทดแทนขนมหวานๆ หลังอาหาร ด้วยปริมาณ 10 ชิ้นพอดีคำที่ให้แคลอรีเพียง 60 กิโลแคลอรีและน้ำตาลเพียง 2 ช้อนชาเท่านั้น รถเข็นมาคราวหน้า รีบสั่งกันเลยรับรองไม่ผิดหวัง

4.ชมพู่ ชมพู่ผลใหญ่ๆ จะให้พลังงานเพียง 50 กิโลแคลอรี เพราะให้คาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลต่ำ อีกทั้งมีไฟเบอร์ช่วยในการขับถ่ายสูง ช่วยควบคุมคลอเรสเตอรอลและระดับไขมันในเส้นเลือด เรียกว่ามีคุณสมบัติที่เพียบพร้อมไม่แพ้ผลไม้ชนิดอื่นๆ เลย นับว่าเหมาะกับการที่จะเป็นผลไม้ลดน้ำหนัก ด้วยการนำมากินเป็นอาหารว่างจนมองข้ามไม่ได้กันเลยทีเดียว

5.มะม่วง ถึงแม้จะอุดมไปด้วยแป้งแต่หากไม่กินมากจนเกินไปเพียงครึ่งลูก มะม่วงก็จะเป็นผลไม้ที่ใช้ลดน้ำหนักได้ไม่แพ้ผลไม้อื่นๆ ด้วยแคลลอรี่ 80-90 กิโลแคลอรีของผลขนาดกลาง สลับกับผลไม้ชนิดอื่นบ้างก็ช่วยให้การกินผลไม้ไม่จำเจได้ดี น่าเบื่อ ลดการอยากกินของหวานได้ดีเช่นกัน

การกินผลไม้ลดน้ำหนัก หากจะให้ช่วยลดได้จริงๆ ไม่ควรกินควบคู่ไปกับผงปรุงแต่งรส เช่นเกลือและน้ำตาลอีก ควรกินแบบสดๆ อาจแช่เย็นหรือไม่แช่ก็ได้ ซึ่งจะได้น้ำตาลจากผลไม้ซึ่งมักเป็นน้ำตาลชนิดดีกับร่างกายกินแล้วไม่อ้วน หากกินกับกับผงปรุงแต่รสต่างๆ ย่อมได้เกลือและน้ำตาลเกินความต้องการของร่างกาย ซึ่งไม่เป็นผลดีกับสุขภาพกายแล้ว การควบคุมหรือลดน้ำหนัก จะไม่ได้ผลอย่างแน่นอน

ขอบคุณแหล่งที่มา      https://www.sanook.com

Read more
5 สูตรสครับผิวให้นุ่มนวล

5 สูตรสครับผิวให้นุ่มนวล ขาว กระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติ

5 สูตรสครับผิวให้นุ่มนวล การทำให้ผิวดูมีสุขภาพดี ขาวเปล่งปลั่งมีออร่า ทำได้หลายวิธี เริ่มตั้งแต่การกินอาหารที่มีประโยชน์กับผิว

5 สูตรสครับผิวให้นุ่มนวล การทำให้ผิวดูมีสุขภาพดี ขาวเปล่งปลั่งมีออร่า ทำได้หลายวิธี เริ่มตั้งแต่การกินอาหารที่มีประโยชน์กับผิว การทาครีมบำรุงผิวต่างๆ และยังมีอีกวิธีหนึ่งที่สามารถช่วยทำให้ผิวดีขึ้นได้นั่นคือการสครับผิว ช่วยทำให้เผยผิวที่อ่อนเยาว์ได้ไวขึ้น ด้วยการใช้วัสดุจากธรรมชาติปราศจากสารเคมีด้วย 5 สูตรดังนี้

5 สูตรสครับผิวให้นุ่มนวล

1.ผงฟูกับมะขามเปียก

เพียงนำผงฟูกับน้ำมะขามเปียกมาผสมให้เข้ากันจากนั้นนำมาขัดผิว ผงฟูมีเนื้อละเอียดและนุ่มจะช่วยถนอมผิว ขณะขัดจะไม่ทำให้เกิดการระคายเคือง หรือบาดผิวให้เจ็บ ขัดวนให้ทั่ว 15 นาทีแล้วล้างออกให้สะอาด เท่านี้ผิวนุ่มนวลอ่อนเยาว์ก็เป็นของคุณแล้ว

2.ขิงกับน้ำตาลทรายแดงและน้ำมันมะกอก

สูตรนี้ทำได้โดยการนำขิงผง น้ำตาลทรายแดง 2 ถ้วยและน้ำตาลทรายแดง 1 ถ้วย ผสมให้เข้ากัน จากนั้นนำมาขัดเบาๆ เป็นวงกลมให้ทั่วตัว เน้นจุดที่แห้งกร้านเช่นที่ข้อศอก เข่า แล้วล้างออกให้สะอาดตามปกติ

3.กาแฟกับน้ำตาลและกิ่งโรสแมรี่

ใช่ว่าจะให้แค่ความสดชื่นจากการง่วงนอนแค่เพียงอย่างเดียว หากแต่ยังเป็นมิตรที่ดีต่อผิวอีกด้วยเพียงนำ ผงกาแฟ 4 ช้อนโต๊ะ น้ำตาล 4 ช้อนโต๊ะ กิ่งโรสแมรี่สดบดประมาณ 4 ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้ากัน จากนั้น นำมาขัดเบาๆที่ผิว ได้ผลดีมากในบริเวณผิวที่หยาบกร้าน

4.น้ำตาลกับน้ำมันมะพร้าว

สูตรแสนง่ายหาได้ใกล้ตัว ด้วยการนำน้ำตาลครึ่งถ้วยผสมกับน้ำมันมะพร้าว 4 ช้อนโต๊ะหากอยากให้มีกลิ่นหอมสดชื่นด้วยก็เติมน้ำมันหอมระเหยกลิ่นที่ต้องการลงไป 3 หยด คนให้เข้ากันดีก่อนนำไปขัดลงผิว นอกจากผิวจะเนียนนุ่มและชุ่มชื้นด้วยน้ำตาลกับน้ำมันมะพร้าว และยังรู้สึกได้ถึงกลิ่นที่ชื่นชอบช่วยให้เกิดความผ่อนคลายอีกด้วย

5.น้ำผึ้งผสมมะนาวและเกลือ

สูตรกินก็ได้ขัดผิวก็ดีที่มีมาช้านานนี่แหละได้ผลชัดเจนนัก ด้วยการใช้น้ำมะนาว 1 ช้อนชา เกลือป่น น้ำผึ้งอย่างละ 1 ช้อนโต๊ะ และเพื่อให้ผิวได้บำรุงไปในตัวด้วยก็ควรผสมโยเกิร์ตรสธรรมติอีก 1ถ้วย ผสมให้เข้ากันดีแล้วนำมาขัดให้ทั่วตัวและพอกทิ้งๆไว้ 30 นาที เท่านี้ก็มีผิวขาวใส มีออร่า อย่างเป็นธรรมชาติกันแล้ว

หลังการสครัปเร่งผิวที่ตายแล้วให้หลุดออกไปแล้วควรทาด้วยโลชันบำรุงผิวกายให้ชุ่มชื้นและหลีกเลี่ยงแสงแดดหรือทายากันแดดก่อนออกแดดจ้าทุกครั้ง เพื่อเป็นการดูแล ป้องกันและถนอมผิวใหม่ให้มีสุขภาพดี ทุกสูตรทำเพียงสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ก็เพียงพอที่จะทำให้ผิวใส ขาวกระจ่างใส เปล่งออร่าเป็นธรรมชาติอย่างแน่นอน

ขอบคุณแหล่งที่มา      https://www.sanook.com

Read more

รู้ไหม ? แม่ให้นมลูก ห้ามทานอาหารอะไรบ้างที่แม่ให้นมลูกไม่ควรทาน

รู้ไหม ? ช่วงให้นมลูก คุณแม่จะต้องใส่ใจกับการเลือกรับประทานอาหารมากเป็นพิเศษ โดยนอกจากเลือกทานอาหารที่ช่วยบำรุงน้ำนมแล้ว ก็ต้องรู้ด้วยว่ามีอาหารอะไรบ้างที่แม่ให้นมลูกไม่ควรทาน

รู้ไหม ? ช่วงให้นมลูก คุณแม่จะต้องใส่ใจกับการเลือกรับประทานอาหารมากเป็นพิเศษ โดยนอกจากเลือกทานอาหารที่ช่วยบำรุงน้ำนมแล้ว ก็ต้องรู้ด้วยว่ามีอาหารอะไรบ้างที่แม่ให้นมลูกไม่ควรทาน โดยเราก็ได้รวบรวมข้อมูลมาฝากกันดังนี้

รู้ไหม ?

1.อาหารที่มีสารอาหารประเภทโปรตีนเชิงซ้อน

สารอาหารประเภทโปรตีนเชิงซ้อน พบได้ในนมวัว ถั่วเหลือง ข้าวสาลี ปลา ข้าวโพด ไข่ ถั่วเมล็ดแห้ง คุณแม่ที่ให้นมลูกช่วง3 เดือนแรก ควรงดอาหารที่มีส่วนผสมดังที่กล่าวมานี้ จนกว่าจะย่างเข้าเดือนที่ 4 แล้วจึงค่อยลองทานทีละน้อยๆ เพื่อดูว่าลูกมีอาการแพ้สารอาหารเหล่านี้ที่ส่งผ่านไปทางน้ำนมหรือไม่

2.ยาสมุนไพรบางอย่าง ยาจีน และยาดองเหล้า

ยาสมุนไพร สำหรับคุณแม่ช่วงให้นมลูกส่วนใหญ่จะช่วยบำรุงน้ำนม เจริญอาหาร และช่วยระบายท้องได้ดี ถ้าหากคุณแม่ทานยาสมุนไพรเข้าไป อาจจะทำให้ลูกถ่ายท้องได้เช่นกัน เพราะยาสมุนไพรสามารถส่งต่อไปหาลูกผ่านน้ำนมได้ นอกจากนี้พวกยาดองเหล้า ก็จะมีผลต่อพัฒนาการทางสมองของลูกได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นควรเลี่ยงอย่างเด็ดขาด

3.อาหารที่มีรสชาติเผ็ดจัด

อาหารที่มีรสเผ็ดจากพริกขี้หนู ถ้าคุณแม่ทานมากจนเกินไป อาจจะส่งผลไปทางน้ำนม ทำให้ลูกดื่มกินเข้าไปแล้วมีอาการแสบท้อง ปวดท้อง และท้องเสียได้ ดังนั้นจึงควรเลี่ยงเช่นกัน แต่หากคุณแม่ชอบทานรสจัด ก็สามารถทานพวกพริกไทย ขิง ข่า กระเพรา ที่มีฤทธิ์ร้อนแทนได้ ซึ่งจะช่วยบำรุงน้ำนม และปรับสมดุลร่างกายคุณแม่โดยไม่ส่งผลกระทบด้านลบต่อลูก

4.ผักที่มีแก๊สมาก

ผักที่มีแก๊สมาก อย่างกะหล่ำปลี กะหล่ำดอก และผักสดบางชนิด เช่นผักกาดหอม ควรงดทานในช่วงให้นมลูก เพราะอาจจะส่งผลต่อน้ำนม ทำให้ลูกดื่มกินไปแล้วเกิดอาการปวดท้อง ร้องไห้โยเยจากการมีลมในลำไส้มากเกินไป เพราะฉะนั้นแม่ให้นมลูก ไม่ควรทานเด็ดขาด

5.ยาบางชนิด

ยาบางชนิด มีผลกระทบต่อการผลิตน้ำนม ทำให้ฤทธิ์ยาส่งผ่านทางน้ำนม ก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพลูกได้ ดังนั้นคุณแม่ที่มีอาการป่วย ไม่สบาย ไม่ควรซื้อยาทานเอง แต่ต้องปรึกษาแพทย์ และแจ้งแพทย์ทุกครั้งว่ากำลังให้นมลูกอยู่ เพื่อแพทย์จะได้แนะนำยาชนิดที่เหมาะสมในการรักษา โดยไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อลูก

การเลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแม่ เป็นสิ่งที่สวยงาม น่ายกย่อง เพราะน้ำนมของแม่ทุกหยดที่ไปหล่อเลี้ยงร่างกายของลูก ล้วนกลั่นมาจากสายใยรักและสารอาหารหลากหลายที่คุณแม่เลือกสรรมารับประทาน เพราะฉะนั้นคุณแม่ควรควบคุมน้ำนมให้มีคุณภาพและปลอดภัยต่อลูกน้อยมากที่สุด ด้วยการทานอาหารที่มีประโยชน์และหลีกเลี่ยงอาหารที่ไม่ควรทานนั่นเอง

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com 

Read more
นอนไม่หลับ

นอนไม่หลับ กับ 8 วิธีง่ายๆ ที่ช่วยให้หลับสบายขึ้นมารับมือกับอาการนอนไม่หลับ

นอนไม่หลับ หลายคนคงเคยประสบปัญหาเรียน ทำงานเหนื่อยมาทั้งวัน ตกดึกก็อยากจะหลับให้เต็มอิ่มสักหน่อย แต่ไม่รู้ทำไมตอนกลางคืนหนังตากลับตึง ไม่ง่วงหนังตาหย่อนเหมือนตอนเช้าเลยล่ะ

นอนไม่หลับ ขืนเป็นอย่างนี้นานวันเข้าจะเสียการเสียงาน เสียสุขภาพจิตเอานะ ถ้าอยากนอนหลับสบายเหมือนเดิม มารับมือกับอาการนอนไม่หลับกันเถอะ

เมื่อไหร่จึงเรียกว่านอนไม่หลับ ?
เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน ต้องขออธิบายให้รู้ว่าการนอนไม่หลับนั้นไม่ใช่โรค แต่นับเป็นปัญหาการนอนที่ไม่เพียงพอ ทำให้เมื่อตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกไม่สดชื่น โดยอาจส่งผลกระทบต่อหน้าที่ การทำงาน และความสัมพันธ์ต่อผู้อื่นได้ ซึ่งหลายๆ คนก็อาจมีความรู้สึกเมื่อนอนไม่หลับได้หลายรูปแบบ เช่น นอนหลับยาก ต้องใช้เวลานานถึงจะหลับ , นอนหลับไม่สนิท , นอนหลับๆ ตื่นๆ , นอนเร็วกว่าปกติ , ตื่นนอนแล้วไม่สดชื่น เหมือนไม่ได้หลับ เมื่อเกิดอาการนี้มากๆ เข้า หลายคนก็หมกมุ่นอยู่กับอาการของตนจนไม่เป็นอันทำอะไร

ปัญหาการนอนไม่หลับนั้นแบ่งออกได้เป็นหลายแบบ ขึ้นอยู่กับระยะเวลา ดังนี้ ..

– การนอนไม่หลับแบบชั่วคราว
– การนอนไม่หลับแบบเป็นๆ หายๆ
– การนอนไม่หลับแบบเรื้อรัง

การนอนไม่หลับส่งผลกระทบอย่างไร ?

– คุณภาพชีวิตที่ดีลดลง
– อัตราของการขาดงานเพิ่มขึ้น
– ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง
– ความสามารถในการดำเนินชีวิตลดลง
– อาจเกิดประสบอุบัติเหตุได้ง่าย ซึ่งมีรายงานว่า หากขับรถ โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุจะเพิ่มสูงขึ้นถึง 2.5 เท่า
– มีการใช้บริการทางแพทย์สูงขึ้น อันเนื่องมาจากปัญหาด้านสุขภาพ เช่น ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เฉื่อยชา รู้สึกไม่สดชื่น หงุดหงิด ขาดสมาธิ เป็นต้น
– การนอนไม่หลับ ในผู้ที่เคยป่วยเป็นโรคทางจิตเวช มีรายงานพบว่าอาจเสี่ยงต่อการเป็นซ้ำอีก รวมถึงเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายเพิ่มสูงขึ้นในผู้ป่วยที่เป็นโรคซึมเศร้าด้วย

สาเหตุของการนอนไม่หลับ

1. สาเหตุของการนอนไม่หลับที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของจิตใจ (Psychologic Causes of Insomnia) จากการเก็บข้อมูลพบว่าผู้ป่วยที่มีอาการนอนไม่หลับส่วนใหญ่มักเกิดจากอาการที่ส่งผลกระทบต่อเรื่องของจิตใจ อาทิ โรคเครียด โรคซึมเศร้า โดยผู้ป่วยกลุ่มนี้ถึงร้อยละ 70 จะมีอาการนอนไม่กลับเป็นอาการหลักๆ

2. สาเหตุของการนอนไม่หลับที่มีปัจจัยที่เข้าไปกระตุ้นให้เกิดการนอนไม่หลับ (Precipitating Factors of Transient Insomnia) ซึ่งมักจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นชั่วคราว อาทิ

Adjustment Sleep Disorder เป็นภาวะนอนไม่หลับที่เกิดจากสิ่งกระตุ้นที่เพิ่งเกิด เช่น ผลจากความเครียด , การเจ็บป่วย , การผ่าตัด , การสูญเสียของรัก , เรื่องงาน ซึ่งเมื่อใดที่สิ่งกระตุ้นเหล่านี้หาย อาการนอนไม่หลับจะกลับสู่สภาวะปกติ
Jet Lag มักเกิดขึ้นกับผู้ป่วยที่เดินทางบินข้ามเขตเวลา ทำให้ร่างกายต้องเปลี่ยนเวลานอนจนปรับตัวไม่ทัน เป็นเหตุให้นอนหลับยาก
Working Conditions เป็นผลมาจากการที่ต้องเข้างานเป็นกะ ทำให้นาฬิกาชีวิตเสียไป จนทำให้ต้องนอนไม่เป็นเวลา
Medications อาการนอนไม่หลับที่เกิดจากการใช้ยา หรือเครื่องดื่ม เช่น ยาลดน้ำมูก , กาแฟ

3. สาเหตุของการนอนไม่หลับที่เกิดจากโรค (Medical and Physical Conditions) ซึ่งบางโรคก็เป็นเหตุที่ทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ อาทิ

– โรคบางโรคเมื่อขณะเกิดจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการนอนไม่หลับ เช่น โรคหอบหืด , โรคหัวใจวาย , โรคภูมิแพ้ , โรคสมองเสื่อม , โรคพาร์คินสัน , โรคคอพอกเป็นพิษ
– ผลพวงจากการเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมน Progesteron เมื่อฮอร์โมนตัวนี้สูงขึ้นก็จะทำให้ง่วงนอนในช่วงไข่ตก แต่ในช่วงที่ประจำเดือนใกล้มาจะมีฮอร์โมนน้อย อาจทำให้มีอาการนอนไม่หลับ อีกทั้งเมื่อคุณสาวๆ กำลังตั้งครรภ์ในระยะแรกๆ และระยะใกล้คลอดก็จะมีอาการนอนไม่หลับเช่นกัน เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน รวมถึงช่วงแรกของผู้หญิงเมื่อเข้าสู่วัยทอง ก็จะมีอาการนอนไม่หลับเช่นกัน
– การเปลี่ยนเวลานอน Delayed Sleep-Phase Syndrome ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ อาทิ เมื่อถึงเวลานอนแต่ไม่ได้นอน ทำให้ร่างกายไม่สามารถปรับตัวได้ทัน

4. สาเหตุของการนอนไม่หลับที่เป็นปัจจัยเสริม (Perpetuating Factors) มีหลายภาวะที่เสริมส่งให้การนอนไม่หลับเกิดได้ง่ายมากขึ้น

–  Psychophysiological Insomnia เกิดจากการนอนก่อนเวลาทำให้นอนไม่หลับ เรียกว่า Advanced sleep phase Syndrome ทำให้คนๆ นั้นพยายามที่จะต้องนอนให้หลับ กระสับกระส่าย …

Read more
ข้าวกล้อง

ข้าวกล้อง อาหารคนจน ที่พระเจ้าอยู่หัว ร.9 ทรงโปรดเสวยที่สุด

ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือหรือข้าวกล้อง เรากินทุกวัน เพราะว่ามีประโยชน์ ร่างกายแข็งแรง ข้าวขาวนี้เอาของดีออกไปหมด ข้าวกล้องนี้ดี

ข้าวกล้อง เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2541 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เคยมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับข้าวกล้องไว้ว่า ดีต่อสุขภาพ ซึ่งท่านทรงเสวยข้าวกล้องเป็นพระกระยาหารหลัก

โดยพระองค์ตรัสว่า “ข้าวซ้อมมือหรือข้าวกล้อง เรากินทุกวัน เพราะว่ามีประโยชน์ ร่างกายแข็งแรง ข้าวขาวนี้เอาของดีออกไปหมด ข้าวกล้องนี้ดี คนบอกว่ากินข้าวกล้องต้องเป็นคนจน เราก็เป็นคนจน” กล่าวจบก็ทรงแย้มพระสรวลเล็กๆ ข้าราชบริพารก็หัวเราะอารมณ์ดีตามไปด้วย

ข้าวกล้อง

เหตุใดพระเจ้าอยู่หัวของเราถึงทรงโปรดข้าวกล้องมากขนาดนี้ เพราะข้าวกล้องมีประโยชน์นานัปการมากจริงๆ นะสิ

ประโยชน์ของข้าวกล้อง

1. แป้งในข้าวกล้องเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน สามารถย่อยได้ในเวลาช้าๆ จึงทำให้ร่างกายควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีกว่าข้าวขาว ที่ย่อยและดูดซึมได้อย่างรวดเร็ว จึงเหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวานเป็นอย่างยิ่ง

2. ข้าวกล้องเป็นแหล่งรวมวิตามินที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาน เช่น วิตามินเอ บี 1 บี 2 อี และยังมีธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส ซิลิเนียม แมกนีเซียม และโพแทสเซียมอีกด้วย

3. ป้องกันโรคเหน็บชา และปากนกกระจอกได้เป็นอย่างดี

4. ลดโอกาสในการเป็นโรคหัวใจได้

5. ช่วยลดความดันโลหิต เหมาะสำหรับผู้ป่วยความดันโลหิตสูง

6. มีใยอาหารสูง ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น

7. มีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยบำรุงผิวพรรณ และลดโอกาสเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็ง

8. มีไขมันต่ำ และคอเลสเตอรอลต่ำ จึงเหมาะกับผู้ป่วยไขมันอุดตันเส้นเลือด ไขมันพอกตับ และผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก

เทคนิคการหุงข้าวกล้องให้อร่อย

ต้องล้างข้าวกล้องให้สะอาด ซาวน้ำเร็วๆ และแช่น้ำทิ้งไว้ 3-5 นาที จะทำให้ข้าวนิ่มขึ้น

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

Read more
รวมเมคอัพตาสีฟ้า

รวมเมคอัพตาสีฟ้า รีเฟรชลุคให้เปรี้ยวจี๊ด แซ่บเว่อร์แบบไอคอนสายฝอ

รวมเมคอัพตาสีฟ้า เมคอัพช่วยให้ผู้หญิงเราดูดีขึ้นได้จริงๆ แต่ต้องเลือกให้เข้ากับตัวเองและสไตล์ที่แต่งในวันนั้นๆ ด้วยนะคะ เราอัพเดตเทรนด์แต่งหน้าสีพื้น

รวมเมคอัพตาสีฟ้า เมคอัพช่วยให้ผู้หญิงเราดูดีขึ้นได้จริงๆ แต่ต้องเลือกให้เข้ากับตัวเองและสไตล์ที่แต่งในวันนั้นๆ ด้วยนะคะ เราอัพเดตเทรนด์แต่งหน้าสีพื้น มาก็เยอะแล้ว

รวมเมคอัพตาสีฟ้า

แต่งหน้าไปทำงาน แต่งหน้าโทนสีเบาๆ กระทู้นี้เราเลยอยากจัดเต็มด้วยไอเดียแต่งตาสีฟ้าทรงพลังเสริมเสน่ห์ให้สาวๆ ดูเหมือนไอคอนสายฝอ. กันไปเลยค่ะซิส

เมคอัพตาสีฟ้านั้นเหมาะสำหรับงานปาร์ตี้ฉีกกฎให้ดูโดดเด่น หรือออกงานต่างๆ แต่ไม่ใช่ว่าในชีวิตประจำวันเราจะแต่งไม่ได้นะคะ สามารถทำได้ค่ะ เพียงแค่เลือกให้เหมาะสมกับสถานการณ์นะคะ

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

Read more
เลดี้อเมเลีย

เลดี้อเมเลีย วินด์เซอร์ เชื้อพระวงศ์อังกฤษที่สวยที่สุด กับผลงานถ่ายแบบกับ

เลดี้อเมเลีย วินด์เซอร์ หากใครเป็นสาวกราชวงศ์อังกฤษ คงคุ้นหน้าคุ้นตาเธอคนนี้เป็นอย่างดี

เลดี้อเมเลีย วินด์เซอร์ พระญาติใกล้ชิดในสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งอังกฤษ หรือที่รู้จักกันในนาม “Most Beautiful Royal” เชื้อพระวงศ์อังกฤษที่สวยที่สุดอีกด้วย

นอกเหนือจาก “ดัชเชสเคท” และ “ดัสเชสเมแกน” แล้ว ก็มีเลดี้อเมเลีย วัย 23 ปีนี่แหละ ที่ได้พื้นที่สื่อฯ ไม่น้อย โดยเฉพาะในวงการแฟชั่น ด้วยสไตล์การแต่งตัวและไลฟ์สไตล์ในชีวิตจริงที่แตกต่างจากเชื้อพระวงศ์คนอื่นอย่างสิ้นเชิง ดูส่วนตัวของเธอจากอินสตาแกรม @amelwindsor ก็จะเห็นได้ว่าเธอคือเชื้อพระวงศ์ยุคใหม่ ที่ทำตัวติดดินสุดๆ จนได้ใจใครหลายคน

นอกจากนี้ เรามักจะเห็นเลดี้อเมเลียปรากฏตัวพร้อมกับแฟชั่นลุคเก๋ๆ ในงานแฟชั่นโชว์ตามหัวเมืองแฟชั่นต่างๆ และเคยมีผลงานเดินแบบให้กับแบรนด์หรูสัญชาติอิตาเลียนอย่าง Dolce & Gabbana ใน Milan Fashion Week มาแล้ว

ล่าสุด เลดี้อเมเลีย วินด์เซอร์ ยังได้ร่วมงานกับ Illamasqua (อิลลามาสก้า) แบรนด์เมคอัพชื่อดังจากเกาะอังกฤษ ที่ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ. 2008 ในแคมเปญถ่ายแบบสุดพิเศษ ‘The Reign of Rock’ เพื่อโปรโมทเครื่องสำอางใหม่ ลิมิเต็ด เอดิชั่นล่าสุด ที่ประกอบไปด้วยพาเลตต์อายแชโดว์และลิปสติกสีวอร์มโทน ในโอกาสครบรอบ 1 ทศวรรษของแบรนด์อีกด้วย

โดยในแคมเปญนี้ จะได้เห็นภาพพอร์เทรตของเลดี้อเมเลีย ที่ฉีกแนวจากชีวิตประจำวันของเธอไปเลย เพราะเมคอัพแต่ละลุคนั้น เรียกได้ว่าจัดเต็ม จัดจ้าน ตามคอนเซปต์ของ Illamasqua ที่ขอนอกกรอบฉีกทุกกฏเกณฑ์การแต่งหน้านั่นเอง

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

 …

Read more