ผิวสวยง่ายๆ ไม่ต้องใช้ครีมบำรุง แค่ทานอาหาร 5 อย่างนี้

ผิวสวยง่ายๆ การที่ผิวพรรณจะดี ขาวเปล่งปล่งมีน้ำมีนวลได้นั้น ใช่แค่เพียงการบำรุงดูแลแต่เพียงภายนอกจะเพียงพอก็หาไม่

ผิวสวยง่ายๆ ต้องประกอบไปด้วยการกินอาหารที่ช่วยบำรุงผิวควบคู่ไปด้วย เมื่อผิวดีแล้วการใช้ครีมบำรุงต่างๆก็สามารถลดการใช้หรือไม่จำเป็นต้องใช้ก็ได้ อาหารที่กินแล้วช่วยให้ผิวดีมีดังนี้

ผิวสวยง่ายๆ

1. ส้ม

ผลไม้ที่ขึ้นชื่อว่ามีวิตามินซีไม่เป็นสองรองใคร อีกทั้งเปี่ยมไปด้วยวิตามิน เอและบี ที่จะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนที่ผิว ยิ่งผู้ที่มีอายุมากขึ้นการสร้างก็จะยิ่งลดลง หากไม่อยากให้ผิวเกิดริ้วรอยได้ไว ไม่แห้งกร้าน ส้มก็นับเป็นตัวเลือกที่ดีในการที่จะหามาทาน เรียกว่าอิ่มอร่อยแถมได้ ผิวสวยใสแบบครบครัน

2. สาหร่ายทะเล

ด้วยคุณสมบัติพิเศษที่สามารถดูดหรือล้างสารพิษและสิ่งสกปรกออกจากรูขุมขนตามผิวได้ มีสารโคลีน ที่จะช่วยลดการสะสมตัวของคลอเรสเตอรอลและไขมันต่างๆ จึงทำให้ผิวไม่อุดตันและช่วยให้ผิวเรียนเนียน ดูอ่อนเยาว์ไร้ริ้วรอย ไม่แห้งกร้าน

3. น้ำเต้าหู้

นับเป็นแหล่งไขมันและโปรตีนที่ดีพร้อมทั้งมีวิตามินแร่ธาตุต่างๆมากมายรวมทั้งวิตามินดีในปริมาณมากที่จะช่วยต้านอนุมูลอิสระ ผิวพรรณจะสดใสเมื่อกินบ่อยๆเป็นประจำนอกจากดีต่อผิวพรรณแล้วหากเติมเครื่องธัญพืชลงไปด้วยจะได้ทั้งความอร่อยและสารอาหารที่ร่างกายต้องการแบบครบถ้วนกันทีเดียว

4. ปลาแซลมอน

เป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยโอเมกา 3 ที่เป็นตัวช่วยลดการอักเสบของผิว ลดการเกิดริ้วรอย กรด EPA (Eicosapentaenoic Acid) ที่จะคอยยับยั้งไม่ให้เอนไซด์ที่ทำร้ายคอลาเจนถูกปล่อยออกมา ทำให้การเกิดริ้วรอยของผิวจะช้าลง อยากให้ผิวเต่งตึงนานๆ ก็กินปลาเซลมอนจะได้ไม่ผิดหวัง

5. ชาเขียว

เพราะมีสารที่ช่วยการอักเสบของผิวได้เป็นอย่างดี ช่วยลดรอยแผลเป็นอีกทั้งช่วยต้านอนุมูลอิสระที่จะชะลอการเกิดริ้วรอยต่างๆบนผิว นอกจากนั้นยังดีกับสุขภาพโดยรวมในร่างกายอีกด้วย นับเป็นเครื่องดื่มที่ควรมีติดประจำบ้านไว้ จิบบ่อยๆ เพื่อบำรุงผิวกันแบบต่อเนื่องก็จะดีมาก

อาหารที่ดีต่อผิวพรรณ สามารถนำมาดัดแปลงเป็นเมนูต่างๆสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนไปได้เรื่อยๆ บางชนิดใช่จะดีแค่เพียงผิวอย่างเดียว แต่ยังดีกับอวัยวะอื่นๆด้วยเช่นหัวใจหรือกับระบบหมุนเวียนโลหิต เพราะสามารถลดไขมันในเลือดได้ นอกจากผิวที่ดีสมใจแล้ว สุขภาพกายภายในก็พลอยดีไปด้วยหากเลือกหามารับประทาน

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

Read more
รู้หรือไม่

รู้หรือไม่ ? แค่ปรับพฤติกรรมการกิน ก็ช่วยลดการนอนกรนได้นะ

รู้หรือไม่ หลายคนคงเคยได้ยินคำพูดที่ว่า สุขภาพดี เริ่มต้นจากตัวเรา กันมาบ้างแล้ว ซึ่งคำพูดนี้ เป็นคำที่เราสามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยการเลือกกินอาหารที่ดี มีประโยชน์

รู้หรือไม่ หมั่นออกกำลังกายเพื่อให้สุขภาพของเราแข็งแรงอยู่เสมอ การเลือกกินอาหารที่ดีและมีประโยชน์นั้น นอกจากช่วยให้เรามีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงแล้ว ยังช่วยลดการเกิดโรคต่าง ๆ ได้ดีอีกด้วย วันนี้เราจะนำข้อมูลการเลือกกินอาหาร ที่ช่วยลดการเกิดอาการนอนกรนมาฝากค่ะ จะมีวิธีการเลือกกินอย่างไรบ้างนั้น ตามมาดูกันเลยค่ะ

รู้หรือไม่

อาการนอนกรน เป็นอาการที่หลายคนอาจกำลังประสบปัญหานี้อยู่ แต่รู้หรือไม่ว่า เราสามารถทำให้อาการนี้ลดน้อยลงได้ด้วยการเลือกกินอาหารดังนี้ค่ะ

1.เลือกกินสมุนไพรที่ช่วยเกี่ยวกับระบบหายใจ

อันเป็นสาเหตุของอาการนอนกรน หลายคนคงจะยังไม่รู้ว่า มีสมุนไพรอะไรบ้างที่ช่วยลดอาการกรนได้ สมุนไพรที่ช่วยลดอาการกรนได้นั้นก็ เช่น หอมแดงแก่จัด พริกขี้หนู ขิง ใบแมงลัก เป็นต้น สมุนไพรเหล่านี้ ช่วยในเรื่องของระบบหายใจ ให้ทำงานได้ดีขึ้น โดยเราสามารถนำไปเป็นส่วนประกอบในการปรุงอาหาร ทั้งนี้เพื่อให้สามารถทานได้ง่ายและสะดวกขึ้น

2.ลดและหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

หรือยาที่มีฤทธิ์กดประสาท เพราะเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และยากดประสาทเหล่านี้จะเป็นตัวการที่ทำให้สมองสั่งงานช้าลง จนอาจเกิดความเสี่ยงต่อระบบหายใจ จนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

3.ลดและหลีกเลี่ยงการกินอาหารหนัก ๆ และจำนวนมากก่อนนอน

เราควรหลีกเลี่ยงการกินอาหารหนัก ๆ และจำนวนมากก่อนนอนประมาณ 3 ชั่วโมงนะคะ ทั้งนี้ก็เพื่อให้ระบบการย่อยอาหารภายในร่างกายของเราทำงานได้อย่างเต็มที่ก่อนที่ร่างกายเราจะพักผ่อน ซึ่งเมื่อถึงช่วงเวลาที่ร่างกายเราต้องการพักผ่อน ระบบหายใจของเราจะทำงานได้ดีขึ้นค่ะ นอกจากนั้นยังช่วยให้เรานอนหลับพักผ่อนได้อย่างเต็มที่โดยที่เราไม่รู้สึกอึดอัดอีกด้วย

4.ก่อนนอน

เราควรดื่มเครื่องดื่มอุ่น ๆ เช่น นม น้ำผึ้งผสมน้ำอุ่น ๆ หรือน้ำสมุนไพรอุ่น ๆ สักแก้ว จะช่วยลดปัญหาอาการนอนกรนของเราได้ดีค่ะ

เมื่อเราเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์แล้ว ก็อย่าลืมควบคุมเรื่องน้ำหนักตัวของเราด้วยนะคะ เพราะอาการนอนกรนที่เกิดขึ้นนั้น สาเหตุหนึ่งก็มาจากโรคอ้วนนั่นเองค่ะ อาการนอนกรนจะลดลงและหายไปได้ หากเรารู้จักการเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย นอกจากนี้เราควรควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกินมาตรฐานตามที่กำหนดด้วยนะคะ หากเราสามารถทำได้ตามที่กล่าวมาแล้วละก็ เชื่อได้เลยว่า คุณจะหายจากอาการนอนกรนอย่างแน่นอนค่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา  https://www.sanook.com

Read more
สิว

สิว แต่ละประเภทแล้วพร้อมสาเหตุและวิธีการรักษาที่เหมาะสม

สิว จะเรื่องที่พบได้บ่อยในผู้คนทุกเพศทุกวัย แต่หลายๆ คนก็ยังมีความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับสิวอยู่ ฉะนั้น ถ้าเรารู้ว่าสิวเกิดขึ้นได้ยังไง ก็จะช่วยให้เราทำการรักษาอย่างได้ผล

สิว จะเรื่องที่พบได้บ่อยในผู้คนทุกเพศทุกวัย แต่หลายๆ คนก็ยังมีความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับสิวอยู่ ฉะนั้น ถ้าเรารู้ว่าสิวเกิดขึ้นได้ยังไง ก็จะช่วยให้เราทำการรักษาอย่างได้ผล และนี่คือรายละเอียดที่คุณควรรู้เอาไว้

สิว

สิวคืออะไร
สิวเป็นโรคผิวหนังที่เกิดการอักเสบเรื้อรัง ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของต่อมเหงื่อ หรือที่เรารู้จักกันในชื่อต่อมรากขนหรือรูขุมขนนั่นแหละ สิวจะทำให้เกิดตุ่มสิว สิวหัวขาว และสิวหัวดำเกิดขึ้นบนผิวหนัง ซึ่งเกิดขึ้นได้ทั้งบริเวณใบหน้า คอ หน้าอก หลัง แขนด้านบน และไหล่ โดยหลักๆ แล้วสิวแบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ

  • สิวที่ไม่อักเสบ: ซึ่งมีทั้งการอุดตันขนาดเล็ก (สิวเม็ดเล็กๆ ที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น) สิวหัวดำ และสิวข้าวสาร สิวประเภทนี้จะไม่เป็นสีแดงหรือรู้สึกเจ็บ ซึ่งอาจดูไม่เหมือนสิวโดยทั่วไป แต่จะมีลักษณะเป็นตุ่มที่ขึ้นเกลื่อนอยู่บนผิว หรือทำให้ผิวดูเป็นตะปุ่มตะป่ำ
  • สิวอักเสบ: สิวลักษณะนี้จะผุดขึ้นมาในหัวทันทีที่เรานึกถึงสิว ซึ่งตุ่มสิวจะมีลักษณะแดงและอักเสบ คนที่เป็นสิวอักเสบมักจะมีตุ่มสิวที่มีเลือดคั่งหรือมีหนอง และอาจตุ่มขนาดใหญ่ที่อยู่ลึกลงไปในผิว อย่างเช่น สิวหัวหนองหรือสิวหัวช้าง
    สิวจะมีระดับความรุนแรงที่แตกต่างกันไป คือตั้งแต่ระดับน้อยๆ ไปจนถึงระดับรุนแรงมากๆ บางครั้งสิวอาจทำให้เกิดอาการผิวหนังบวม แดง และมีอาการระคายเคืองได้ นอกจากนี้ยังอาจมีหนองไหลหรือตกสะเก็ดได้ด้วย

สิวประเภทต่างๆ
การรู้จักสิวประเภทต่างๆ เป็นขั้นตอนแรกที่จะช่วยให้เราหาวิธีการรักษาที่ประสบผลสำเร็จได้ ฉะนั้นลองศึกษาดูนะว่าปัญหาสิวของคุณจัดอยู่ในประเภทของสิวพวกนี้หรือเปล่า

  • สิวหัวขาว: สิวประเภทนี้ก็มีลักษณะตามชื่อเลย คือเป็นสิวเม็ดเล็กๆ ที่มีหัวสีขาว ซึ่งเป็นผลมาจากการที่มีน้ำมันและเซลล์ผิวที่ตายแล้วอุดตันอยู่ในรูขุมขน น้ำมันที่ว่านี้ก็เป็นน้ำมันที่อยู่บนผิวตามธรรมชาตินั่นแหละ ผิวหนังของคนเราต้องการน้ำมันในปริมาณหนึ่งสำหรับทำหน้าที่ปกป้องและบำรุงผิว แต่ปัญหาจะเกิดขึ้นเมื่อมีน้ำมันส่วนเกินและเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว เข้าไปอุดตันอยู่ในรูขุมขน
  • สิวหัวดำ: ถ้าคุณสังเกตเห็นสิวเม็ดเล็กๆ ที่ดูเหมือนเป็นจุดดำๆ ล่ะก็ คุณมีปัญหาสิวหัวดำเข้าให้แล้วล่ะ สิวประเภทนี้ก็เหมือนกับสิวหัวขาวนั่นแหละ แต่สิวหัวขาวจะเป็นสิวหัวปิด ส่วนสิวหัวดำจะเป็นสิวหัวเปิด ซึ่งสีดำๆ ที่เห็นนั้นไม่ใช่สิ่งสกปรก แต่เป็นสิ่งอุดตันที่ทำปฎิกิริยาออกซิเดชั่นกับอากาศ
  • สิวอักเสบ: สิวอักเสบก็หมายถึงสิวหัวขาวที่เกิดการอักเสบขึ้นมานั่นแหละ เวลาที่เชื้อแบคทีเรีย น้ำมัน และเซลล์ผิวที่ตายแล้วจับตัวกันเกิดการอักเสบอยู่ใต้ผิว ซึ่งชื่อของสิวประเภทนี้ก็ได้มาจากอาการบวมแดงนั่นเอง ซึ่งมีตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลางๆ เนื่องจากสิวประเภทนี้มักมีอาการอักเสบและระคายเคือง
  • สิวหัวหนอง: สิวหัวหนองจะมีลักษณะคล้ายๆ กับสิวอักเสบนั่นแหละ แต่จะมีหนองสีขาวๆ หรือเหลืองอยู่ภายในหัวสิวด้วย นอกจากนี้ยังมีขนาดใหญ่กว่าด้วย และอาจรู้สึกเจ็บเมื่อเอามือไปสัมผัส สิวประเภทนี้มักจะยั่วยวนให้ใช้มือบีบมาก แต่ถ้าบีบก็จะทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะมีรอยแผลเป็นได้ ฉะนั้นถ้าใครเป็นสิวชนิดนี้ก็ควรใช้ความอดทนหน่อย คุณควรรอให้หัวหนองหายไปก่อน แล้วจึงค่อยทำการบีบได้
  • สิวหัวช้าง: ถ้าคุณมีสิวเม็ดใหญ่ๆ แดงๆ และอักเสบขึ้นเต็มหน้า และติดอยู่บนใบหน้าเป็นเดือนๆ ไม่ยอมหายล่ะก็ มีความเป็นไปได้ว่าคุณโดนสิวหัวช้างเล่นงานเข้าให้แล้ว ซึ่งสิวชนิดนี้เป็นสิวที่มีระดับความรุนแรงสูงสุด อาการอักเสบที่ว่านี้คือตัวบ่งบอกว่าสิวมีอาการอักเสบในระดับที่ลึกลงไปในผิวมากสิวประเภทอื่นๆ และอาจส่งร้ายต่อผิวอย่างถาวรได้ถ้าไม่ทำการรักษา ถ้ายารักษาสิวโดยทั่วไปไม่สามารถเยียวยาอาการของสิวให้หายไปได้หลังจากใช้สองสามสัปดาห์แล้วล่ะก็ คงถึงเวลาต้องไปให้แพทย์ผิวหนังสั่งยาที่มีความเข้มข้นมากกว่านั้นแล้วล่ะ

ความรุนแรงของสิวประเภทต่างๆ
สิวหัวดำและสิวหัวขาวจะมีความรุนแรงในระดับกลางๆ ซึ่งบางครั้งก็สามารถจัดการให้หายไปด้วยยารักษาสิวที่หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป อย่างเช่น โทนเนอร์ที่มีส่วนผสมของกรดซาลิไซลิคหรือเบนซอยล์ เปอร์ออกไซด์ แต่ถ้าไม่ตอบสนองต่อยารักษาสิวตามร้านขายยาล่ะก็ เราอาจกำจัดสิวอุดตันพวกนั้นออกไปด้วยครีมเรตินอล ซึ่งมีเรตินอลชนิดหนังที่รู้จักกันในชื่ออะแดพาลีน (Adapalene) ที่มีวางขายตามร้านขายยาทั่วไป เป็นยาที่รักษาสิวหัวดำหรือสิวหัวขาวที่ได้ผลดีมาก

สิวอักเสบกับสิวหัวหนองจะมีความรุนแรงมากกว่า ซึ่งอาจตอบสนองกับยารักษาสิวตามร้านขายยาหรือไม่ก็ได้ ถ้ามีการแพร่กระจายในวงกว้าง ก็อาจต้องใช้ยารับประทาน หรือยาทาที่ต้องใช้ใบสั่งยาจากแพทย์ผิวหนัง

สิวหัวช้างเป็นสิวที่มีความรุนแรงมากที่สุด ซึ่งจำเป็นต้องไปให้แพทย์ผิวหนังช่วยหาทางรักษาให้ การแกะหรือบีบสิวหัวช้างอาจทำให้เกิดรอยแผลเป็นได้

การรักษาสิว
ไม่ว่าคุณจะเป็นสิวประเภทไหน มีระดับความรุนแรงขนาดไหน หรืออยู่ในวัยไหน ก็มีวิธีรักษาสิวที่เหมาะกับคุณเสมอ ถึงแม้ว่าเรามักจะคิดว่าเราสามารถขจัดปัญหาสิวด้วยตัวเองได้ โดยใช้ยารักษาสิวที่มีขายตามร้านขายยา แต่จริงๆ แล้ว สิวทุกประเภทควรจะอยู่ภายใจการดูแลของแพทย์ผิวหนังเท่านั้น และทำการรักษาด้วยยาที่ต้องใช้ใบสั่งยาจากแพทย์ด้วย

สิวเป็นปัญหาที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อน แต่เมื่อเราเรียนรู้อะไรเกี่ยวกับสิวมากขึ้นๆ ทุกวัน ปัญหาสิวเกือบจะทุกกรณีก็สามารถรักษาให้หายได้ ซึ่งขั้นตอนแรกก็คือการเดินทางไปพบแพทย์ผิวหนังซะ ซึ่งแพทย์ผิวไม่เพียงแต่สั่งยารักษาที่เหมาะกับคุณเท่านั้นนะ แต่ยังมีคำแนะนำดีๆ มากมาย ที่จะช่วยให้คุณจัดการกับปัญหาสิวได้ ซึ่งบางครั้งก็ต้องใช้เวลาและความอดทนบ้าง แต่เชื่อเถอะ…ไม่ว่าคุณจะเป็นสิวแบบไหนก็รักษาให้หายขาดได้

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

Read more
ระวัง

ระวัง ! ซื้อ “ยาถ่ายพยาธิ” มากินเอง เสี่ยง “พยาธิขึ้นสมอง”

ระวัง ใครที่เคยเห็นข่าวว่าเจอพยาธิตัวตืดลำตัวเป็นปล้องๆ ยาวๆ ออกมาพร้อมการขับถ่ายเป็นเส้นยาว โดยอาจมีขนาดยาวเป็นเมตรๆ ก็เริ่มขนลุกว่าเราอาจจะมีพยาธิแบบนี้ในร่างกายของเราเองบ้าง

ระวัง ยิ่งใครที่ชอบทานอาหารสุกๆ ดิบๆ ก็ยิ่งกลัวเข้าไปกันใหญ่ จึงหายาถ่ายพยาธิมาทานเองเพราะไม่อยากไปหาหมอเพราะเรื่องนี้ แต่อันที่จริงแล้วการซื้อยาถ่ายพยาธิมาทานเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ อาจทำให้อาการของเราแย่หนักไปกว่าเดิม ถึงขั้นพยาธิขึ้นสมองได้

ระวัง

พยาธิตัวตืด คืออะไร?
พยาธิตัวตือเป็นพยาธิที่พบได้ในเนื้อสัตว์อย่าง หมู และเนื้อวัว ที่สัตว์เหล่านั้นกินอาหารที่มีไข่พยาธิเข้าไปในร่างกาย (ไข่พยาธิก็มาจากมูลของสัตว์ชนิดอื่นอีกที) ไข่ของพยาธิเมื่อเข้าไปอยู่ในท้องก็จะฟักตัวออกมาเป็นพยาธิตัวจิ๋วๆ ก่อน เมื่อพยาธิตัวจิ๋วนี้ชอนไชไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกายของสัตว์ จนสามารถหาที่ๆ พอใจที่จะอยู่อาศัยได้แล้ว ก็จะหุ้มตัวเองเอาไว้ในถุง ลักษณะคล้ายเม็ดสาคู เมื่อเราซื้อเนื้อสัตว์ที่มีเจ้าเม็ดสาคูนี้มาทาน โดยเนื้อสัตว์เหล่านั้นไม่ผ่านความร้อนให้ตัวพยาธิตายก่อน เราก็อาจจะได้รับพยาธิเหล่านั้นเข้าไปในร่างกาย แล้วฟักตัวออกมาเป็นพยาธิตัวตืดที่คอยดูดอาหารจากลำไส้ของเรานั่นเอง

พยาธิตัวตืด พบได้ที่ไหน?
เราสามารถพบพยาธิตัวตืดได้ในมูลสัตว์ มูลคนที่มีไข่พยาธิตัวตืด หากมีการใช้มูลสัตว์ มูลคนเหล่านั้นมาผสมเป็นปุ๋ย หรืออยู่ตามพื้นดินที่มีหญ้า แล้วสัตว์อย่างวัว หรือหมูไปทานหญ้า หรืออาหารที่มีการปนเปื้อนมูลสัตว์ จนทำให้ไพยาธิเข้าไปในร่างกายของสัตว์เหล่านั้น แล้วเราก็ทานเนื้อสัตว์เหล่านั้นเข้าสู่ร่างกายโดยไม่ผ่านความร้อน (ทานสุกๆ ดิบๆ พยาธิยังมีชีวิตอยู่) รวมถึงพืชผักผลไม้ที่ใช้มูลสัตว์ที่มีไข่พยาธิเป็นปุ๋ย แล้วเราไม่ล้างผักผลไม้ให้สะอาดก่อนทาน เราอาจจะได้รับไข่พยาธิตัวตืดเข้ามาในร่างกายได้

หมายเหตุ การปรุงเนื้อสัตว์ด้วยมะนาว พริก น้ำปลา แอลกอฮอลล์ หรือเครื่องปรุงอื่นๆ ไม่ได้ช่วยฆ่าพยาธิให้ตายได้

พยาธิตัวตืด รักษาอย่างไร?
การจะกำจัดพยาธิตัวตืดออกไปจากร่างกาย ไม่ใช่แค่การซื้อยาถ่ายพยาธิมาทานแล้วมันจะออกมาพร้อมการขับถ่ายจนหมดโล่งท้องสบายใจอย่างที่หลายๆ คนเข้าใจกัน การรักษาพยาธิตัวตืดต้องใช้ยาเฉพาะสำหรับพยาธิชนิดนี้ โดยตัวยาจะทำลายผิวนอกของพยาธิ และทำให้พยาธิเป็นอัมพาต จากนั้นพยาธิจึงสามารถหลุดออกมาพร้อมอุจจาระของเราได้

อันตราย หากกินยาถ่ายพยาธิเอง
ตามปกติแล้วแพทย์จะให้ยาถ่ายพยาธิกับคนไข้โดยเตรียมปริมาณให้เหมาะสมกับน้ำหนักตัว และแนะนำให้กินยาก่อนนอน เพื่อลดผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ระหว่างการกินยา เช่น วิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน

คนที่มีพยาธิตืดหมู ควรกินยาระหว่างที่ท้องยังว่าง และควรกินยาระบายด้วยเพื่อให้ร่างกายขับดันเอาอุจจาระออกมาพร้อมกับไข่พยาธิ ลดความเสี่ยงในการเกิดการขย้อนของปล้องสุกของพยาธิกลับเข้าไปในกระเพาะอาหาร ซึ่งจะทำให้เป็นโรคถุงพยาธิตัวตืด

หากใครที่พบว่ามีถุงพยาธิตัวตืดในร่างกายตามอวัยวะต่างๆ อาจไม่จำเป็นต้องรักษาหากไม่ได้มีอาการอะไรมากนัก แต่หากมีอาการที่สมอง เช่น ปวดศีรษะมาก หรือมีอาการชัก แพทย์จะพิจารณาให้ยารักษา หรือผ่าตัดตามความเหมาะสม

ดังนั้น การซี้ซั้วะซื้อยาถ่ายพยาธิมาทานเอง นอกจากอาจจะไม่ได้ผลแล้ว อาจทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้มากกว่าเดิม เพราะหากทานยาถ่ายพยาธิเพียงอย่างเดียว อาจทำให้เกิดการขย้อนกลับกลับเข้าไปในกระเพาะอาหาร ซึ่งทำให้ตัวอ่อนพยาธิจำนวนมหาศาลชอนไชไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย รวมถึงสมองได้นั่นเอง

ดังนั้นใครที่สงสัยว่าตัวเองอาจมีพยาธิอยู่ในร่างกาย ควรปรึกษาแพทย์ก่อนซื้อยาถ่ายพยาธิมาทานเอง และควรหยุดทานอาหารสุกๆ ดิบๆ เพราะจะได้ลดความเสี่ยงการเกิดพยาธิในร่างกายตั้งแต่ต้นเหตุ

หมายเหตุ : การทานยาถ่ายพยาธิสามารถขับออกได้เฉพาะพยาธิที่อาศัยอยู่ในลำไส้เท่านั้น ไม่สามารถขับเอาพยาธิที่ชอนไชอยู่ตามอวัยวะส่วนอื่นๆ ของร่างกายได้ เช่น ตามผิวหนัง

กุ้งแช่น้ำปลา ปลาดิบ อาจมีพยาธิอยู่ได้เช่นกัน แต่ไม่ใช่พยาธิตัวตืด

ขอบคุณแหล่งที่มา        https://www.sanook.com

Read more
เตือน

เตือน ! ผู้สูงอายุระวัง “โรคติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ”การดูแลสุขภาพ

เตือน แพทย์ชี้ผู้สูงอายุใส่ใจโรคติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการรักษา พร้อมปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพอนามัยของจุดซ่อนเร้น

เตือน พร้อมปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพอนามัยของจุดซ่อนเร้น ซึ่งจะช่วยป้องกันและลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

สาเหตุของโรคติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะในผู้สูงอายุ

เตือน
นายแพทย์ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า โรคติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะเป็นปัญหาสำคัญที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ สาเหตุมาจากอายุที่เพิ่มขึ้น ทำให้ความเป็นกรดในปัสสาวะและภูมิคุ้มกันลดลง รวมถึงมีแหล่งสะสมเชื้อโรคเพิ่มในร่างกาย โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีอาการปัสสาวะเล็ด ทั้งนี้ เมื่อระบบทางเดินปัสสาวะติดเชื้อแบคทีเรีย จึงทำให้เกิดการอักเสบ แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่

ติดเชื้อส่วนบนของระบบทางเดินปัสสาวะจะมีผลต่อไต และท่อไต

ติดเชื้อส่วนล่างของระบบทางเดินปัสสาวะจะมีผลต่อกระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะ โดยมีอาการปัสสาวะแสบขัด ขุ่น ปัสสาวะบ่อยขึ้น แต่ถ้าติดเชื้อที่กรวยไตจะมีไข้ ปวดหลังร่วมด้วย
ส่วนสาเหตุเกิดจากภูมิคุ้มกันของผู้สูงอายุลดลง เช่น ผู้ชายจะติดเชื้อได้ง่าย เนื่องจากสารคัดหลั่งจากต่อมลูกหมากมีคุณสมบัติฆ่าเชื้อลดลง ผู้หญิงที่หมดประจำเดือนแล้วจะขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน ทำให้มีเชื้อ แลคโตบาซิลลัสบริเวณช่องคลอดน้อย ทำให้ค่าความเป็นกรดด่างในช่องคลอดสูงขึ้น

ทำให้เชื้อโรคเจริญเติบโตได้ดี รวมถึงผู้สูงอายุที่ต้องใส่สายสวนปัสสาวะเพื่อรักษาอาการปัสสาวะไม่ออก กลั้นปัสสาวะไม่ได้ หรือใส่ในช่วงผ่าตัด อาจเสี่ยงทำให้เชื้อโรคเข้าไปในทางเดินปัสสาวะได้ นอกจากนี้ ยังมีสาเหตุมาจากโรคประจำตัว เช่น โรคหลอดเลือดสมองทำให้ประสาทในการควบคุมการทำงานของ กระเพาะปัสสาวะผิดปกติ ทำให้ปัสสาวะค้าง เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย และโรคอื่นๆ เช่น เกาต์ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคไตวายเรื้อรัง เป็นต้น

วิธีรักษาโรคติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะในผู้สูงอายุ
นายแพทย์สกานต์ บุนนาค รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้สูงอายุเมื่อมีอาการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการรักษา โดยแพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะ หรือยารักษาตามอาการ เช่น ยาแก้ปวดชนิดคลายการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะ และควรดื่มน้ำให้มาก อย่างน้อยวันละ 8 -10 แก้ว เพื่อขับเชื้อออกจากปัสสาวะ ซึ่งโดยทั่วไปอาการจะดีขึ้นภายใน 5 – 7 วัน

วิธีดูแลผู้สูงอายุ ให้ห่างจากโรคติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ

1. ดื่มน้ำมากๆ อย่างน้อยวันละ 2-3 ลิตร เพื่อทำให้ปัสสาวะเจือจางและล้างเชื้อโรคออกจากกระเพาะปัสสาวะ ส่งผลให้แบคทีเรียลดลง

2. ดูแลสุขอนามัยบริเวณอวัยวะเพศให้สะอาด

3. สวมเสื้อผ้า กางเกงที่โปร่งสบายเพื่อป้องกันการอับชื้น

4. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน แอลกอฮอล์ ชา น้ำอัดลม

5. ไม่กลั้นปัสสาวะนานๆ

6. ผู้สูงอายุควรรับประทานอาหารที่มีกากใยสูงเพื่อป้องกันท้องผูกเพราะมีผลต่อการทำงานของลำไส้และกระเพาะปัสสาวะ

7. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมรวมถึงให้ความสำคัญกับการดูแลสุขอนามัย ซึ่งจะช่วยป้องกันและลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

Read more
แผลในปาก

แผลในปาก อาจไม่ใช่ร้อนใน แต่เป็น “มะเร็งช่องปาก” ที่เราได้ยินกันบ่อยๆ

แผลในปาก อกจากมะเร็งที่เราได้ยินกันบ่อยๆ อย่างมะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งตับ และมะเร็งปอด เชื่อว่าหลายคนน่าจะไม่ค่อยคุ้นหูกับ “มะเร็งช่องปาก” และอาจไม่ทราบด้วยซ้ำว่าเป็นโรคนี้ได้ยังไง อะไรคือสาเหตุ

แผลในปาก มะเร็งช่องปาก ติด 1 ใน 10 โรคมะเร็งที่คร่าชีวิตคน

มะเร็งช่องปาก เป็นส่วนหนึ่งของโรคมะเร็งในกลุ่มโรคมะเร็งศีรษะและลำคอ มีทั้งชนิด สะความัส (Squamous cell carcinoma) หรือ SCC และชนิดอะดีโนคาร์ซิโนมา (Adenocarci noma) หรือ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง แต่ชนิดหลังพบได้น้อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นชนิด SCC

แผลในปาก

มะเร็งช่องปาก พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป

มะเร็งช่องปาก มีสาเหตุจากอะไร?

เหมือนโรคมะเร็งอื่นๆ ที่ไม่สามารถหาสาเหตุที่แน่ชัดได้ แต่จะมีปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงให้เป็นโรคมะเร็งช่องปากมากขึ้น

1. ดื่มแอลกอฮอลล์

2. สูบบุหรี่

3. เคี้ยวหมากพลู เพราะมีสารก่อมะเร็งเจือปนอยู่

4. มีแผลที่เกิดจากการระคายเคืองเยื่อเมือกบุช่องปาก ฟันแหลมคม/บิ่น ขูดจนผนังปากเป็นแผล และไม่รับการรักษาจนเป็นแผลมีหนอง แผลเรื้อรัง ซึ่งสุดท้ายอาจกลายเป็นเซลล์มะเร็งได้

5.ติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น เชื้อ HPV ที่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งปากมดลูก โดยติดต่อมาที่ปากผ่านการมีเพศสัมพันธ์โดยใช้ปาก

6. มีประวัติเคยเป็นโรคมะเร็งบริเวณศีรษะ และลำคอมาก่อน

อาการเบื้องต้นของโรคมะเร็งช่องปาก

1. พบฝ้าสีขาว หรือสีแดง ในเยื่อบุช่องปาก กระพุ้งแก้ม หรือลิ้น

2. มีแผลในช่องปากที่รักษาไม่หายนาน 2-3 สัปดาห์

3. มีตุ่ม หรือก้อนในช่องปาก และขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แต่มักไม่มีอาการเจ็บใดๆ

4. ฟันโยก ฟันหลุด หรือสวมใส่ฟันปลอมไม่ได้ เป็นเพราะมีก้อนเนื้องอกขึ้นมาบริเวณเหงือก

5. เคี้ยว และกลืนอาหารได้ไม่สะดวก มีความยากลำบากในการเคี้ยว และกลืน

6. พบแผลที่รักษาไม่หาย และมีเลือดไหลออกมาจากแผลอย่างผิดปกติ

7. พบก้อนที่ลำคอ ซึ่งอาจจะเป็นต่อมน้ำเหลืองโตจากมะเร็งลุกลาม แต่มักไม่มีอาการเจ็บปวดใดๆ

แผลในปากอาจไม่ใช่ร้อนใน แต่เป็น “มะเร็งช่องปาก”

วิธีจำแนกว่าเป็นแผลร้อนใน หรือแผลมะเร็งช่องปาก ง่ายๆ คือ แผลร้อนในสามารถหายได้เอง หรือมีอาการดีขึ้นภายในไม่กี่วัน หรือไม่เกิน 1 อาทิตย์ แผลจะค่อยๆ เจ็บแสบน้อยลง และแห้ง เนื้อประสานกันได้ในที่สุด ยิ่งใช้ยาช่วยจะยิ่งหายเร็วขึ้น

แต่แผลจากมะเร็งช่องปาก จะเป็นแผลที่สดตลอดเวลา ไม่มีทีท่าว่าจะหาย และอาจมีเลือดออกมาในบางครั้ง ใช้เวลา 2-3 สัปดาห์ก็ยังไม่ดีขึ้น

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

Read more
กินยาอย่างไร

กินยาอย่างไร ให้ถูกต้องและปลอดภัย ด้วยยาที่แพทย์สั่งจ่ายมานั้น

กินยาอย่างไร การใช้ยาให้ถูกกับโรคที่คุณกำลังเจ็บป่วยนั้นเป็นเรื่องถูกต้อง แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือ “การใช้ยาที่ถูกวิธี” ด้วยยาที่แพทย์สั่งจ่ายมานั้น มีทั้งยาก่อนอาหาร หลังอาหาร และมีข้อห้ามในการทานยาบางประเภท

กินยาอย่างไร การใช้ยาให้ถูกกับโรคที่คุณกำลังเจ็บป่วยนั้นเป็นเรื่องถูกต้อง แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือ “การใช้ยาที่ถูกวิธี” ด้วยยาที่แพทย์สั่งจ่ายมานั้น มีทั้งยาก่อนอาหาร หลังอาหาร และมีข้อห้ามในการทานยาบางประเภท แล้วทานยาอย่างไรให้ถูกต้องตามฉลาก

กินยาอย่างไร

วิธีการใช้ยาตามฉลากให้ถูกต้องยาก่อนอาหาร

เมื่อเห็นคำว่า “ยาก่อนอาหาร” อยู่บนฉลาก หลายคนอาจเข้าใจว่า อีกไม่กี่นาที ก่อนลุกไปทานข้าว ค่อยหยิบยามากินก็ได้ นั่นคือความเข้าใจผิด ๆ เพราะยาก่อนอาหาร แท้จริงแล้วเป็นยาที่คุณต้องทานก่อนประมาณ 30-60 นาที และควรรับประทานขณะที่ท้องว่าง

ยาหลังอาหาร

หลังทานข้าวเสร็จ คุณยังไม่ต้องรีบหยิบซองยาขึ้นมาแกะ นั่งเล่นให้ข้าวเรียงเม็ดสักประมาณ 15-30 นาที จึงค่อยลุกไปทานยาหลังอาหาร ตามที่แพทย์สั่งจ่ายมาให้คุณก็ได้

ยาพร้อมอาหาร

หากฉลากระบุว่า “ยาพร้อมอาหาร” แสดงว่าหลังที่คุณทานอาหารคำแรกแล้ว ก็ควรกินยาตามไปทันที หรือคุณจะกินยาหลังจากทานอาหารไปแล้วครึ่งหนึ่งก็ได้

ยาฆ่าเชื้อ

เวลาเจ็บป่วย หลายคนก็เดินโซเซไปหาหมอ พอได้ยามาทานให้อาการบรรเทา ก็รู้สึกว่า อาการป่วยเราหายแล้ว ไม่จำเป็นต้องทานยาอีกต่อไป นั่นเป็นเรื่องที่ผิด เพราะยาฆ่าเชื้อ เช่น ยาแก้อักเสบ จัดเป็นยาที่ผู้ป่วยต้องทานให้หมดตามคำสั่งแพทย์ เพื่อป้องกันการดื้อยาของเชื้อโรค เพราะหากมีอาการดื้อยา จะส่งผลให้ในครั้งต่อไป ไม่สามารถใช้ยาชนิดเดิม ขนาดเดิม ในการรักษาได้อีก

ยาก่อนนอน

สำหรับยาก่อนเข้านอนนั้น หากคุณรู้ตัวว่า กำลังจะปิดทีวี ปิดไฟนอนแล้ว ก็ควรลุกขึ้นมาทานยาก่อนเข้านอน ประมาณ 15-30 นาที

ยาที่ต้องทานสัปดาห์ละครั้ง

หากแพทย์หรือเภสัชไม่ได้ระบุวันที่ชัดเจนไว้ ให้คุณเลือกเองเลยว่า ต้องการทานยาดังกล่าววันไหน อาทิ เริ่มทานยาในวันพุธ ก็ขอให้ทานยานั้นทุกวันพุธ เป็นต้น

ยาตามอาการ

อาทิ ยาพาราเซตามอล ที่ใช้สำหรับบรรเทาอาการไข้และอาการปวดหัวนั้น ส่วนใหญ่ถูกกำหนดไว้ว่า ผู้ใหญ่ หากมีอาการปวด ให้ทานยาครั้งละ 2 เม็ด ทุก 4-6 ชั่วโมง ฉะนั้น หากทานยาแล้ว ผ่านไปประมาณ 2-3 ชั่วโมง ยังคงมีอาการปวดอยู่ ก็ยังไม่ควรทานยาเพิ่ม อาจทำให้เกิดพิษจากยาเกินขนาดได้

หากลืมรับประทานยา

เชื่อว่า หลายคนคงเคยลืมทานยา พอนึกขึ้นก็รีบลุกไปทานยาทันที แต่หากช่วงเวลาที่คุณหลงลืมไปนั้น ใกล้ถึงเวลาในมื้อต่อไป ก็ขอให้ข้ามมื้อที่ลืมไป อย่าคิดทานยาย้อนหลัง ด้วยการเพิ่มจำนวนยาเป็น 2 เท่าในมื้อถัดไปเด็ดขาด

ยาประเภทใดบ้าง ที่ไม่ควรทานคู่กันยาลดไขมัน ยาหัวใจ หรือยาขยายหลอดลม

สำหรับยาทั้ง 3 ชนิดนั้น เป็นยาปฏิชีวนะประเภทหนึ่ง หากทานคู่กันแล้วจะทำปฏิกิริยากันและอาจส่งผลร้ายมากกว่าผลดี อาทิ มีผลให้ระดับยาในเลือดของยาเหล่านี้เพิ่มสูงขึ้น

ยาต้านการแข็งตัวของเลือด กับ ยาหรืออาหารเสริม

ผู้ป่วยที่ต้องทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดเป็นประจำอยู่แล้ว ไม่ควรทานยาดังกล่าวคู่กับยาหรืออาหารเสริมเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เกิดภาวะเลือดออกผิดปกติจนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

ยาฆ่าเชื้อบางกลุ่ม กับ ยาลดกรด แคลเซียม หรือวิตามินบางชนิด

หากคุณทานยาฆ่าเชื้อคู่กับยาลดกรด แคลเซียม หรือวิตามินบางชนิด จะทำให้การดูดซึมของยาฆ่าเชื้อลดลง เป็นผลให้ฤทธิ์ของยาลดลง

ห้ามทานยา พร้อมเครื่องดื่มประเภทใดนม

เนื่องจากนมมีโปรตีนชนิดหนึ่งที่ช่วยเคลือบกระเพาะอาหาร ซึ่งอาจเป็นการขัดขวางการดูดซึมยา เป็นผลให้ยาไม่สามารถออกฤทธิ์ได้ดีเท่าที่ควร นอกจากนี้ แคลเซียมในนมยังมีผลต่อการดูดซึมของยาปฏิชีวนะ หรือยาฆ่าเชื้อ เพราะ แคลเซียมที่ว่าจะเข้าไปจับตัวยาปฏิชีวนะ ทำให้ยาปฏิชีวนะไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่ที่ควรได้รับการรักษาด้วยตัวยาได้

ขณะเดียวกัน การทานนมพร้อมยาลดกรด ก็ไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง เมื่อทานคู่กัน แคลเซียมในนมอาจไปขัดขวางการออกฤทธิ์ของยาลดกรด หรืออาจไปเพิ่มสารบางในร่างกายที่ทำให้ยาลดกรดถูกดูดซึมเข้าไปในระบบลำไส้ ก็อาจเป็นการสะสมพิษหรือยาในร่างกายได้

กาแฟ

หลายคนคงคิดว่า เมื่อหาน้ำเปล่าไม่ได้การทานยาคู่กับกาแฟในมือ ก็คงไม่ส่งผลกระทบอะไร แต่รู้ไหมว่า เป็นเรื่องที่ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อคุณทานยาในกลุ่มแก้หวัดหรือยาขยายหลอดลม เพราะฤทธิ์ของคาเฟอีนทำให้หัวใจคุณเต้นเร็วขึ้น เช่นเดียวกับยาขยายหลอดลมที่มีฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของหัวใจเช่นเดียวกัน ดังนั้นเมื่อกินพร้อมกันอาจเกิดอาการใจสั่น รวมทั้งภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้ หรือในคนที่เป็นโรคหัวใจอยู่แล้ว

คาเฟอีน

เจ้าสารที่ชื่อว่า “คาเฟอีน” นั้น ไม่ได้มีอยู่แค่ในกาแฟเท่านั้น แต่ยังอยู่ในเครื่องดื่มประเภทชา ช็อกโกแลต โกโก้ น้ำอัดลมประเภทโคล่า รวมถึงเครื่องดื่มประเภทชูกำลังด้วย ฉะนั้น หากคุณเผลอทานยาขยายหลอดลมคู่กับเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนอยู่ อาจส่งผลให้หัวใจเต้นผิดจังหวะได้เช่นกัน

น้ำผลไม้

แม้น้ำผลไม้จะถูกมองว่า เป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ แต่การทานน้ำผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว (มีกรด) อย่างน้ำส้ม น้ำมะนาว น้ำมะขาม หรือน้ำมะเขือเทศ คู่กับยาลดกรด อาจทำให้คนที่เป็นโรคกระเพาะอาหารอยู่แล้ว ตกอยู่ในภาวะร่างกายหลั่งกรดเกินปกติ

น้ำอัดลม

นอกจาก …

Read more
ใบบัวบก

ใบบัวบก ไม่ต้องช้ำในก็กินได้ มีประโยชน์สุขภาพสารพัดอย่าง

ใบบัวบก พืชพื้นบ้านที่เรามักได้ยินถึงสรรพคุณ “แก้ช้ำใน” ของ “น้ำใบบัวบก” ที่หากินกันได้ยากขึ้นทุกทีในทุกวันนี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า คุณค่าของใบบัวบกจะถูกมองข้ามไป

ใบบัวบก พืชพื้นบ้านที่เรามักได้ยินถึงสรรพคุณ “แก้ช้ำใน” ของ “น้ำใบบัวบก” ที่หากินกันได้ยากขึ้นทุกทีในทุกวันนี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า คุณค่าของใบบัวบกจะถูกมองข้ามไป เพราะวงการแพทย์ในสหรัฐฯ และยุโรปต่างก็กำลังหันมาสนใจพืชสมุนไพรชนิดนี้กันมากขึ้น และทุกวันนี้ หากเราสำรวจดูร้านขายสมุนไพรเพื่อสุขภาพ ก็อาจจะได้เห็นสารสกัดใบบัวบกกลายมาเป็นยาสมุนไพรหรืออาหารเสริม ที่อาจทำให้หลายคนสนใจอยากจะลอง แต่ลองอ่านเรื่องนี้ดูก่อน เพราะใบบัวบกก็เหมือนสมุนไพรชนิดอื่น ที่อาจมีประโยชน์ แต่ก็มีผลข้างเคียงที่ต้องระวังเช่นกัน

ขอแนะนำให้รู้จักกับ “ใบบัวบก”

ใบบัวบก (Gotu Kola หรือ Centella asiatica) เป็นพืชพื้นถิ่นของเอเชีย หลายประเทศในเอเชียรวมทั้งประเทศไทย ต่างก็ใช้ประโยชน์จากใบบัวบกมาตั้งแต่สมัยโบราณ ทั้งประเทศจีน อินโดนีเซีย และอินเดีย (อายุรเวท) โดยเชื่อกันว่าใบบัวบกมีสรรพคุณที่หลากหลาย ทั้งส่งเสริมการทำงานของสมอง เยียวยาผิว และบำรุงตับและไต ซึ่งสรรพคุณเหล่านี้ของใบบัวบก ก็ดูจะได้รับการยืนยันจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์หลายชิ้น

ถึงแม้ส่วนใหญ่จะเป็นการศึกษาวิจัยในหนูทดลอง และยังต้องการงานวิจัยเพื่อพิสูจน์เพิ่มเติม แต่ก็ดูเหมือนว่า ใบบัวบกเป็นพืชสมุนไพรที่ปลอดภัย และน่าสนใจสำหรับการเยียวยาอาการโรคบางอย่าง หากก็มีคำเตือนจากศูนย์การแพทย์ มหาวิทยาลัยแมรี่แลนด์ ในสหรัฐฯ ว่า ไม่ควรกินสมุนไพรชนิดนี้นานกว่าหกสัปดาห์ติดต่อกัน โดยไม่ปรึกษาแพทย์ และผู้ที่มีประวัติโรคตับหรือเคยมีรอยโรคมะเร็งผิวหนังไม่ควรกิน

ประโยชน์ ดีๆ ของ ใบบัวบก

ใบบัวบก

งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ยืนยันถึงประโยชน์สุขภาพหลายอย่างของใบบัวบก โดยเฉพาะในเรื่องเหล่านี้

ช่วยเยียวยาเส้นเลือดขอด
ใบบัวบกมีสารเคมีที่เรียกว่า TTFCA (triterpenic fraction of Centella asiatica)เป็นสารเคมีที่มีประโยชน์ต่ออาการเส้นเลือดขอด เนื่องจากกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสติน เนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่จำเป็นในการสร้างความแข็งแรงของเยื่อบุและผนังเส้นเลือด เส้นเลือดที่แข็งแรงทำให้มีโอกาสเป็นเส้นเลือดขอดน้อยลง

คอลลาเจนและอิลาสตินก็เป็นองค์ประกอบสำคัญของผิวสุขภาพดี ที่มักสูญเสียไปเมื่ออายุมากขึ้น อย่างไรก็ตามประสิทธิภาพของใบบัวบกในการรักษาเส้นเลือดขอด ยังไม่ได้รับการยืนยันโดยการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ใบบัวบกยังอาจช่วยเรื่องภาวะเลือดไปเลี้ยงหลอดเลือดดำไม่เพียงพอ

ด้วยการลดอาการบวมและเพิ่มการไหลเวียนโลหิต ภาวะเลือดไปเลี้ยงหลอดเลือดดำไม่เพียงพอเป็นอาการโรคซึ่งเลือดของคุณไหลเวียนไม่ดี อาจเกิดจากเส้นเลือดขอด และยังมีส่วนในการทำให้เกิดภาพที่ไม่น่าดูของเส้นเลือดเหล่านี้ด้วย

ช่วยในการสมานแผล
สารเคมีที่เรียกว่าไตเตอร์ปิโนอิดส์ (triterpenoids) ในใบบัวบก ดูจะช่วยเร่งการสมานแผลให้หายเร็วขึ้น ด้วยการเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระในบริเวณที่เป็นแผล ทำให้ผิวแข็งแรง และเพิ่มการไหลเวียนโลหิตไปยังบริเวณแผล การศึกษาในปี 2006 ซึ่งเผยแพร่ในวารสาร Journal of Lower Extremity Wounds ได้สำรวจผลกระทบของใบบัวบกที่มีต่อแผลในหนูทดลอง และพบว่าแผลที่รักษาโดยใบบัวบกนั้น หายเร็วกว่าแผลที่ไม่ได้รับการรักษา ถึงแม้จะยังไม่มีการทดลองในมนุษย์ แต่นี่ก็ดูจะยืนยันถึงประโยชน์ของสมุนไพรชนิดนี้ในฐานะของยารักษาแผล

ลดอาการวิตกกังวล
การศึกษาในสัตว์ทดลองเมื่อปี 2016 พบว่า ใบบัวบกส่งผลต่อหนูตัวผู้ที่อดนอนเป็นเวลา 72 ชั่วโมง การนอนไม่พอเป็นสาเหตุของอาการวิตกกังวล เกิดความเสียหายจากการออกซิเดชั่น และเส้นประสาทอักเสบ เมื่อหนูได้รับสารสกัดใบบัวบกติอต่อกันห้าวัน ก่อนถูกทำให้อดนอน จะมีพฤติกรรมที่แสดงถึงอาการวิตกกังวลน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ การศึกษาอีกชิ้นหนึ่งในวารสาร Journal of Clinical Psychopharmacology เมื่อปี 2000 ผู้ป่วยที่กินสารสกัดใบบัวบกมีอาการสะดุ้งตกใจจากเสียงใหม่ที่ได้ยินลดลง เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้กิน

บำรุงสมอง
การศึกษาชิ้นเล็กๆ ชิ้นหนึ่งเมื่อปี 2016 ซึ่งเปรียบเทียบผลของการกินสารสกัดใบบัวบกและกรดโฟลิก ในการเพิ่มการทำงานของกระบวนการเกี่ยวกับการรับรู้ของสมอง หลังจากเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ถึงแม้ผลของสารสกัดใบบัวบกกับกรดโฟลิกจะมีประโยชน์พอๆ กัน ในการปรับปรุงการทำงานของสมองในเรื่องที่เกี่ยวกับการรับรู้

แต่ใบบัวบกดูจะมีประสิทธิภาพมากกว่าในการปรับปรุงการทำงานของส่วนที่เกี่ยวกับความจำ ประสิทธิภาพในด้านนี้และการทำงานของระบบประสาท ทำให้ใบบัวบกมีแนวโน้มในการรักษาโรคอัลไซเมอร์ได้ ในการศึกษาเมื่อปี 2012 ในหนูทดลองพบว่า สารสกัดใบบัวบกส่งผลในแง่บวกต่อพฤติกกรรมผิดปกติในหนูที่เป็นโรคอัลไซเมอร์

สารสกัดใบบัวบกยังแสดงให้เห็นในการศึกษาในแล็บและในหนูทดลองว่า มีผลกระทบปานกลางต่อการปกป้องเซลล์สมองจากสารพิษ ซึ่งนี่อาจจะช่วยปกป้องเซลล์สมองจากคราบพลาคที่สัมพันธ์กับอัลไซเมอร์ได้

เยียวยาข้อต่ออักเสบ
คุณสมบัติต้านอักเสบของใบบัวบก อาจมีประโยชน์ต่อการรักษาโรคข้อต่ออักเสบ เนื่องจากมีงานวิจัยในปี 2014 ที่พบว่าหนูทดลองที่กินใบบัวบก มีการอักเสบที่ข้อต่อลดลง และการสึกกร่อนของกระดูกและกระดูกอ่อนลดลง

เยียวยาผิวแตกลาย
จากการรีวิวงานวิจัยเมื่อปี 2013 ใบบัวบกสามารถลดริ้วรอยของผิวแตกลายได้ เชื่อกันว่าสารไตเตอปิโนอิดส์ในใบบัวบก ที่ช่วยเพิ่มการสร้างคอลลาเจนในร่างกาย ซึ่งอาจช่วยป้องกันไม่ให้เกิดผิวแตกลายได้ รวมไปถึงการเยียวยารอยแตกลายที่มีอยู่ก่อนแล้วด้วย

ผลข้างเคียงของใบบัวบก
การรับประทานใบบัวบกในรูปของสารสกัดที่ขนาด 300มก.เป็นเวลา 21 วันในมนุษย์ ไม่พบผลข้างเคียง แต่ในบางคนพบว่า การใช้ครีมที่มีส่วนผสมของใบบัวบกสกัดอาจทำให้เกิดอาการคันผิว

และหากดื่มใบบัวบกในรูปของชามากเกินไป ก็พบว่าอาจมีอาการคลื่นไส้ ง่วงซึม ปวดศีรษะ หรือความดันเลือดต่ำได้ ผลข้างเคียงของใบบัวบกพบได้ยาก แต่ในกรณีที่เกิดผลข้างเคียงมักปรากฏในรูปของอาการภูมิแพ้ที่ผิวหนัง ปวดศีรษะ ปวดท้อง คลื่นไส้ เวียนศีรษะ และง่วงซึม ซึ่งมักจะเกิดในกรณีที่รับประทานในปริมาณสูงมากๆ

ไม่แนะนำให้เด็กรับประทานใบบัวบก รวมทั้งผู้ใหญ่วัย 65 ปีขึ้นไป ก็ควรรับประทานแต่น้อย ใบบัวบกอาจปลอดภัยสำหรับผู้ที่ตั้งครรภ์ ในกรณีที่ใช้ทาลงบนผิว แต่ไม่ควรรับประทาน เพราะยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดถึงความปลอดภัยในการกินใบบัวบก รวมทั้งยังไม่มีข้อมูลว่าปลอดภัยสำหรับสตรีที่กำลังในนมบุตร เพราะฉะนั้น

ควรหลีกเลี่ยง ผู้ที่เป็นโรคตับ …

Read more
5 ผลไม้ลดน้ำหนัก

5 ผลไม้ลดน้ำหนัก สำหรับสาวออฟฟิศ แม้ไม่ได้ออกกำลังกายก็ผอมได้

5 ผลไม้ลดน้ำหนัก สำหรับสาวออฟฟิศ สาวๆ ชาวออฟฟิศที่รักสุขภาพและห่วงว่าน้ำหนักจะขึ้นเพราะไม่มีเวลาเลือกหาผลไม้ลดน้ำหนักได้นั้น หากเลือกผลไม้เป็น ผลไม้รถเข็นก็ยังเป็นทางเลือกที่ดีได้นะ

5 ผลไม้ลดน้ำหนัก สำหรับสาวออฟฟิศ สาวๆ ชาวออฟฟิศที่รักสุขภาพและห่วงว่าน้ำหนักจะขึ้นเพราะไม่มีเวลาเลือกหาผลไม้ลดน้ำหนักได้นั้น หากเลือกผลไม้เป็น ผลไม้รถเข็นก็ยังเป็นทางเลือกที่ดีได้นะ แถมยังมีให้เลือกหลากชนิด ซื้อแต่พอกิน ก็นับว่าเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนที่ไม่มีเวลานะ มาดูกันเลยว่าควรเลือกผลไม้ใดมากินบ้าง

1.แอปเปิล เป็นที่ขึ้นชื่อมาช้านานในเรื่องของความอร่อยและมีน้ำตาลน้อย จึงเป็นผลไม้ที่นิยมนำมาลดน้ำหนักอยู่เสมอๆ เพราะอุดมไปด้วยวิตามิน เส้นใยอาหาร เกลือแร่ ช่วยให้อิ่มนาน ไม่นึกอยากอาหารบ่อยๆ บำรุงผิว 1 ผลมีแค่ 60 แคลอรีเท่านั้น จัดว่าเยี่ยม รีบเลือกซื้อมากินกันได้เลย

5 ผลไม้ลดน้ำหนัก

2.ฝรั่ง ผลไม้ลดน้ำหนักที่มีคุณสมบัติในเรื่องของการลดการสลายตัวของแป้ง อีกทั้งยังช่วยไม่ให้ร่างกายดูดซึมน้ำตาลเพื่อนำไปใช้ได้ไวอีกด้วย มีปริมาณน้ำตาลในตัวเองก็น้อยมาก 1 ผลใหญ่ มีน้ำตาลเพียง 3 ช้อนชาเท่านั้น ครึ่งลูกมีเพียง 60 แคลอรี เหมาะมากกับสาวๆ ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักจริงๆ

3.แตงโม ผลไม้ฉ่ำน้ำ รสชาติหวานอร่อยไม่รองใคร มีน้ำตาลน้อย กินแล้วให้ความสดชื่น ลดอาการอยากของหวานได้เป็นอย่างดีเหมาะมากที่กินทดแทนขนมหวานๆ หลังอาหาร ด้วยปริมาณ 10 ชิ้นพอดีคำที่ให้แคลอรีเพียง 60 กิโลแคลอรีและน้ำตาลเพียง 2 ช้อนชาเท่านั้น รถเข็นมาคราวหน้า รีบสั่งกันเลยรับรองไม่ผิดหวัง

4.ชมพู่ ชมพู่ผลใหญ่ๆ จะให้พลังงานเพียง 50 กิโลแคลอรี เพราะให้คาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลต่ำ อีกทั้งมีไฟเบอร์ช่วยในการขับถ่ายสูง ช่วยควบคุมคลอเรสเตอรอลและระดับไขมันในเส้นเลือด เรียกว่ามีคุณสมบัติที่เพียบพร้อมไม่แพ้ผลไม้ชนิดอื่นๆ เลย นับว่าเหมาะกับการที่จะเป็นผลไม้ลดน้ำหนัก ด้วยการนำมากินเป็นอาหารว่างจนมองข้ามไม่ได้กันเลยทีเดียว

5.มะม่วง ถึงแม้จะอุดมไปด้วยแป้งแต่หากไม่กินมากจนเกินไปเพียงครึ่งลูก มะม่วงก็จะเป็นผลไม้ที่ใช้ลดน้ำหนักได้ไม่แพ้ผลไม้อื่นๆ ด้วยแคลลอรี่ 80-90 กิโลแคลอรีของผลขนาดกลาง สลับกับผลไม้ชนิดอื่นบ้างก็ช่วยให้การกินผลไม้ไม่จำเจได้ดี น่าเบื่อ ลดการอยากกินของหวานได้ดีเช่นกัน

การกินผลไม้ลดน้ำหนัก หากจะให้ช่วยลดได้จริงๆ ไม่ควรกินควบคู่ไปกับผงปรุงแต่งรส เช่นเกลือและน้ำตาลอีก ควรกินแบบสดๆ อาจแช่เย็นหรือไม่แช่ก็ได้ ซึ่งจะได้น้ำตาลจากผลไม้ซึ่งมักเป็นน้ำตาลชนิดดีกับร่างกายกินแล้วไม่อ้วน หากกินกับกับผงปรุงแต่รสต่างๆ ย่อมได้เกลือและน้ำตาลเกินความต้องการของร่างกาย ซึ่งไม่เป็นผลดีกับสุขภาพกายแล้ว การควบคุมหรือลดน้ำหนัก จะไม่ได้ผลอย่างแน่นอน

ขอบคุณแหล่งที่มา      https://www.sanook.com

Read more
5 สูตรสครับผิวให้นุ่มนวล

5 สูตรสครับผิวให้นุ่มนวล ขาว กระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติ

5 สูตรสครับผิวให้นุ่มนวล การทำให้ผิวดูมีสุขภาพดี ขาวเปล่งปลั่งมีออร่า ทำได้หลายวิธี เริ่มตั้งแต่การกินอาหารที่มีประโยชน์กับผิว

5 สูตรสครับผิวให้นุ่มนวล การทำให้ผิวดูมีสุขภาพดี ขาวเปล่งปลั่งมีออร่า ทำได้หลายวิธี เริ่มตั้งแต่การกินอาหารที่มีประโยชน์กับผิว การทาครีมบำรุงผิวต่างๆ และยังมีอีกวิธีหนึ่งที่สามารถช่วยทำให้ผิวดีขึ้นได้นั่นคือการสครับผิว ช่วยทำให้เผยผิวที่อ่อนเยาว์ได้ไวขึ้น ด้วยการใช้วัสดุจากธรรมชาติปราศจากสารเคมีด้วย 5 สูตรดังนี้

5 สูตรสครับผิวให้นุ่มนวล

1.ผงฟูกับมะขามเปียก

เพียงนำผงฟูกับน้ำมะขามเปียกมาผสมให้เข้ากันจากนั้นนำมาขัดผิว ผงฟูมีเนื้อละเอียดและนุ่มจะช่วยถนอมผิว ขณะขัดจะไม่ทำให้เกิดการระคายเคือง หรือบาดผิวให้เจ็บ ขัดวนให้ทั่ว 15 นาทีแล้วล้างออกให้สะอาด เท่านี้ผิวนุ่มนวลอ่อนเยาว์ก็เป็นของคุณแล้ว

2.ขิงกับน้ำตาลทรายแดงและน้ำมันมะกอก

สูตรนี้ทำได้โดยการนำขิงผง น้ำตาลทรายแดง 2 ถ้วยและน้ำตาลทรายแดง 1 ถ้วย ผสมให้เข้ากัน จากนั้นนำมาขัดเบาๆ เป็นวงกลมให้ทั่วตัว เน้นจุดที่แห้งกร้านเช่นที่ข้อศอก เข่า แล้วล้างออกให้สะอาดตามปกติ

3.กาแฟกับน้ำตาลและกิ่งโรสแมรี่

ใช่ว่าจะให้แค่ความสดชื่นจากการง่วงนอนแค่เพียงอย่างเดียว หากแต่ยังเป็นมิตรที่ดีต่อผิวอีกด้วยเพียงนำ ผงกาแฟ 4 ช้อนโต๊ะ น้ำตาล 4 ช้อนโต๊ะ กิ่งโรสแมรี่สดบดประมาณ 4 ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้ากัน จากนั้น นำมาขัดเบาๆที่ผิว ได้ผลดีมากในบริเวณผิวที่หยาบกร้าน

4.น้ำตาลกับน้ำมันมะพร้าว

สูตรแสนง่ายหาได้ใกล้ตัว ด้วยการนำน้ำตาลครึ่งถ้วยผสมกับน้ำมันมะพร้าว 4 ช้อนโต๊ะหากอยากให้มีกลิ่นหอมสดชื่นด้วยก็เติมน้ำมันหอมระเหยกลิ่นที่ต้องการลงไป 3 หยด คนให้เข้ากันดีก่อนนำไปขัดลงผิว นอกจากผิวจะเนียนนุ่มและชุ่มชื้นด้วยน้ำตาลกับน้ำมันมะพร้าว และยังรู้สึกได้ถึงกลิ่นที่ชื่นชอบช่วยให้เกิดความผ่อนคลายอีกด้วย

5.น้ำผึ้งผสมมะนาวและเกลือ

สูตรกินก็ได้ขัดผิวก็ดีที่มีมาช้านานนี่แหละได้ผลชัดเจนนัก ด้วยการใช้น้ำมะนาว 1 ช้อนชา เกลือป่น น้ำผึ้งอย่างละ 1 ช้อนโต๊ะ และเพื่อให้ผิวได้บำรุงไปในตัวด้วยก็ควรผสมโยเกิร์ตรสธรรมติอีก 1ถ้วย ผสมให้เข้ากันดีแล้วนำมาขัดให้ทั่วตัวและพอกทิ้งๆไว้ 30 นาที เท่านี้ก็มีผิวขาวใส มีออร่า อย่างเป็นธรรมชาติกันแล้ว

หลังการสครัปเร่งผิวที่ตายแล้วให้หลุดออกไปแล้วควรทาด้วยโลชันบำรุงผิวกายให้ชุ่มชื้นและหลีกเลี่ยงแสงแดดหรือทายากันแดดก่อนออกแดดจ้าทุกครั้ง เพื่อเป็นการดูแล ป้องกันและถนอมผิวใหม่ให้มีสุขภาพดี ทุกสูตรทำเพียงสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ก็เพียงพอที่จะทำให้ผิวใส ขาวกระจ่างใส เปล่งออร่าเป็นธรรมชาติอย่างแน่นอน

ขอบคุณแหล่งที่มา      https://www.sanook.com

Read more